คลังความรู้สื่อสังคมออนไลน์

  • "เพราะเราคู่กัน"
    เพจมูลนิธิหมอชาวบ้าน ขอเชิญชวนแฟนคลับ ร่วมส่งภาพ "เพราะเราคู่กัน" คู่รัก คู่ชีวิต เนื่องในโอกาสเดือนแห่งความรักความผูกพัน ไม่จำกัดแนว ไม่จำกัดจำนวน เพื่อร่วมสร้างเสริมความเข้มแข็งสถาบันครอบครัว
    ส่งมาได้ที่ : http://on.fb.me/1FKlus7

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • วิตามินซี
    มีคุณสมบัติต่อต้านอนุมูลอิสระ ร่างกายไม่สามารถสังเคราะห์วิตามินซีได้เอง แต่ได้จากผักและผลไม้ วิตามินซีนี้มีความสำคัญดังนี้
    1. ช่วยในการสร้างคอลลาเจน (collagen) ซึ่งเป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่เป็นส่วนประกอบของกระดูก กระดูกอ่อน กล้ามเนื้อ และหลอดเลือด
    2. ช่วยรักษาหลอดเลือดฝอย กระดูก และฟันให้แข็งแรง
    3. ช่วยในกระบวนการสมานแผลให้หายได้เร็ว
    4. ช่วยในการสร้างสารสำคัญในร่างกายของเรา เช่น อีพิเนฟริน (epinephrine) คอร์ติโคสตีรอยด์ (corticosteroids) เป็นต้น
    นอกจากนี้ วิตามินซียังช่วยให้การดูดซึมของธาตุเหล็กจากทางเดินอาหารได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • สมุนไพรต้านอนุมูลอิสระ
    สมุนไพรมีบทบาทเกี่ยวกับการป้องกันการเกิดโรคและชะลอความเสื่อมของร่างกาย คือ การต้านอนุมูลอิสสระ ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของการเกิดโรคและความเสื่อมของร่างกาย

    อนุมูลอิสระ (reactive oxygen species) คือ โมเลกุลที่มีความไวในการจู่โจมกับสารชีวโมเลกุลในร่างกาย (เช่น ไขมัน โปรตีน คาร์โบไฮเดรต) ทำให้เซลล์ของร่างกายเสื่อมสภาพ และอวัยวะที่ประกอบด้วยเซลล์นั้นสูญเสียการทำงานไป ทำลายสมดุลของระบบต่างๆ ในร่างกาย

    การย่อยสลายโปรตีนและไขมันจากอาหารที่กินเข้าไป มลพิษทางอากาศ การหายใจ ควันบุหรี่ รังสียูวี ล้วนทำให้เกิดอนุมูลอิสระขึ้นในร่างกายของเรา ซึ่งสร้างความเสียหายต่อร่างกายได้ นำไปสู่ความชรา และการเกิดโรคเรื้อรัง เช่น โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคไขมันในเลือดสูง ภูมิคุ้มกันผิดปกติ
    นอกจากนี้ อนุมูลอิสระยังสามารถทำลายในระดับดีเอ็นเอ (DNA) ทำให้เกิดการถ่ายทอดพันธุกรรมที่ผิดปกติ นำไปสู่การเกิดเซลล์มะเร็งอีกทางหนึ่งด้วย ดังนั้น การมีชีวิตที่ยืนยาวและคุณภาพชีวิตที่ดีจึงมีความเกี่ยวข้องกับอนุมูลอิสระโดยตรง

    แนวทางการป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง คือ การเสริมสร้างภูมิคุ้มกัน การชะลอความแก่ของเซลล์ต่างๆ การเพิ่มการไหลเวียนเลือด และป้องกันหลอดเลือดแข็งตัว รวมทั้งเสริมการทำงานอย่างเป็นระบบของอวัยวะทุกส่วน ซึ่งสมุนไพรที่มีบทบาทดังกล่าว เช่น ฟ้าทะลายโจร ยอ หญ้าปักกิ่ง

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • "เพราะเราคู่กัน"
    เพจมูลนิธิหมอชาวบ้าน ขอเชิญชวนแฟนคลับ ร่วมส่งภาพ "เพราะเราคู่กัน" คู่รัก คู่ชีวิต เนื่องในโอกาสเดือนแห่งความรักความผูกพัน ไม่จำกัดแนว ไม่จำกัดจำนวน เพื่อร่วมสร้างเสริมความเข้มแข็งสถาบันครอบครัว
    ส่งมาได้ที่ : http://on.fb.me/1FKlus7

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ข้ามคลอง
    ผลงานโดย คุณสุรีย์ พึ่งฉ่ำ
    โครงการภาพถ่ายแห่งแผ่นดิน ประจำปี 2554-2555

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • อุ่นไอรัก - บอกรักให้โลกรู้

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • อุ่นไอรัก - บอกรักให้โลกรู้

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • อุ่นไอรัก - บอกรักให้โลกรู้

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • บวบหอม : ดับร้อนถอนพิษ
    ผักพื้นบ้านที่นอกจากจะเป็นอาหารที่มีรสชาติอร่อยแล้ว บวบ (ทุกส่วนของต้นบวบ) ยังใช้เป็นยาสมุนไพรที่มีสรรพคุณในการรักษาโรคได้หลายโรค ถ้านำมาผัดหรือต้มกิน จะทำให้ชุ่มคอ เป็นอาหารที่เหมาะสำหรับฤดูร้อน จะช่วยขับร้อน จะช่วยระบายอีกด้วย ถ้ากินเป็นประจำ จะไม่ทำให้เกิดอาการร้อนใน เจ็บคอ คอแห้ง มึนหัว ท้องผูก

    สรรพคุณ :
    - ใบ รสขมเปรี้ยว คุณสมบัติเย็นเล็กน้อย สรรพคุณดับร้อนถอนพิษ แก้ไอ ขับเสมหะ แก้อักเสบ น้ำจากใบสดใช้ทาแก้กลากบนหัว ใบตากแห้งบดเป็นผงใช้ห้ามเลือด
    - ผล รสหวาน คุณสมบัติเย็น สรรพคุณ ดับร้อนถอนพิษ ทำให้เลือดเย็น
    - เถา ทะลวงเส้นลมปราณ แก้ไอ ขับเสมหะ
    - เมล็ด รสขม หวานเล็กน้อย คุณสมบัติไม่ร้อนไม่เย็น สรรพคุณ ดับร้อนถอนพิษ ขับเสมหะ ช่วยระบาย เมล็ดบวบเมื่อนำไปคั่วให้ดำ จะมีสรรพคุณยับยั้งพยาธิ
    - รังบวบ รสหวาน คุณสมบัติไม่ร้อนไม่เย็น สรรพคุณ ดับร้อนถอนพิษ ทะลวงเส้นลมปราณ ขับปัสสาวะ ลดอาการบวม
    - ราก แก้แผลเน่าเปื่อยอักเสบ (ใช้รากต้มน้ำล้างแผล จะทำให้แผลหายเร็ว)

    ตำรับยา
    1.แก้ไอ
    -เมล็ดบวบ อบแห้งบดเป็นผงกินครั้งละ 9 กรัมวันละ 3 ครั้ง
    -คั้นน้ำจากเถาบวบ ครั้งละ 2-3 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอุ่นวันละ 3 ครั้ง
    -รังบวบคั่วให้เกรียม (อย่าให้ไหม้) บดเป็นผง ผสมน้ำตาลครั้งละ 2 ช้อน วันละ 3 ครั้ง
    2.ไอร้อยวัน น้ำคั้นจากบวบสดเด็กอายุ 3-6 ขวบ กินครั้งละ 60 มล.วันละ 2-3 ครั้ง ผสมน้ำผึ้งเล็กน้อย
    3.แก้อาการเกี่ยวกับประจำเดือนสตรี
    -ปวดประจำเดือน ใช้บวบแห้ง 1 ลูกต้มกินน้ำ
    -ปวดเอว ใช้รังบวบ 30 กรัม ต้มกินน้ำเติมเหล้าเหลืองลงไปเล็กน้อย
    -ประจำเดือนผิดปกติ ใช้เมล็ดบวบอบให้แห้งแล้วบดเป็นผง เติมน้ำตาลแดงและเหล้าเหลืองเล็กน้อย อุ่นให้พอร้อนกินเช้า-เย็น
    -ประจำเดือนมากผิดปกติ ใช้บวบแก่ ๆ 1 ลูก ผิงไฟให้ดำ (อย่าให้ไหม้) บดเป็นผงกินกับเกลือ ครั้งละ 9 กรัม
    4.ทางเดินปัสสาวะอักเสบ
    -รังบวบ 30 กรัม ตัมน้ำใส่น้ำผึ้งเล็กน้อยกิน
    -บวบ 1 ลูกผิงไฟให้เหลืองแห้ง บดเป็นผง แบ่งเป็น 2 ส่วน กินกับเหล้าเหลือง
    5.เป็นแผลเลือดออก ใบบวบตากแห้ง บดเป็นผง โรยบริเวณแผล
    6.ผดผื่นคัน น้ำคั้นจากใบบวบทาบริเวณที่เป็น

    7.ฝีบวบ ใช้บวบสด คั้นน้ำทาบริเวณที่เป็น
    8.ขับพยาธิตัวกลม เมล็ดบวบดิบ (เปลือกสีดำได้ผลดี เปลือกขาวจะไม่ได้ผล) แกะเปลือกออก ผู้ใหญ่กินวันละ 50 เม็ด เด็กลดลงตามส่วนหรือบดเป็นผงใส่แคปซูล วันละ 1 ครั้ง ให้เคี้ยวกินตอนท้องว่าง แล้วดื่มน้ำประมาณครึ่งแก้ว กินติดต่อกัน 3 วัน
    9.เรียกน้ำนม บวบแก่ 1 ลูก ตากในที่ร่มให้แห้ง ผิงให้แห้งบดเป็นผง ชงกันเหล้าเหลืองกินครั้งละ 9 กรัม
    10.แก้อาการเจ็บคอ ใช้บวบอ่อนคั้นน้ำ กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ วันละ 2-3 ครั้ง และผสมน้ำกลั้วคอ
    11.แก้เกลื้อน
    -ใบบวบสด ล้างให้สะอาดขยี้และถูบริเวณที่เป็น จนผิวหนังบริเวณนั้นแดง หยุดสักพักแล้ว แล้วทำใหม่ควรทำติดต่อกันหลาย ๆ ครั้ง (บริเวณที่ถูอย่าล้างน้ำจนกว่าเกลื้อนจะหาย)
    -เด็ดบวบอ่อนที่มีน้ำค้างเกาะในตอนเช้า ตำให้ละเอียดคั้นน้ำทาบริเวณที่เป็น
    12.แก้อาการหลอดลมอักเสบเรื้อรังในคนแก่ เถาบวบ 150 กรัม ล้างให้สะอาดหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แช่น้ำประมาณครึ่งชั่วโมง แล้วต้มประมาณ 1-2 ชั่วโมงเอากากออก เติมน้ำลงไปอีกต้มอีก 1 ชั่วโมง เอาน้ำที่ต้มได้ทั้ง 2 ครั้งผสมกัน ต้มให้เหลือประมาณ 150 มล. แบ่งเป็น 3 ส่วน กินให้หมดใน 1 วัน ให้กินติดต่อกัน 10 วัน
    13.แก้หูด ใช้ดอกบวบสด ครั้งละ 2-5 ดอก เติมเกลือลงไปเล็กน้อย ตำให้ละเอียด เช็ดถูบริเวณที่เป็นจนรู้สึกร้อนก็พอ ควรถูบ่อย ๆ จะได้ผลดีใช้จนกากแห้ง เททิ้งแล้วเปลี่ยนใหม่

    (เครดิตภาพ : ป้าเล็ก..อุบล, ปลายแป้นพิมพ์, Surrealism, สายพิน, รักคุณแฟน, LookKed@garfield)

    ** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • นอนหลับอย่างไรให้เป็นสุข
    หากจะพูดว่าการนอนหลับมีส่วนสำคัญที่จะกำหนดคุณภาพชีวิตของเรา ถ้าต้องการคุณภาพชีวิตที่ดีก็ต้องดูแลเสาหลักแห่งการนอนหลับให้ดีด้วย ดีทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ ปริมาณคือนอนจำนวนชั่วโมงที่พอเพียง ส่วนคุณภาพคือนอนหลับให้สนิท ถ้าได้นอนหลับลึกถึงขนาดที่เรียกว่า “โยคะนิทรา” คือนอนหลับอย่างมีสมาธิด้วยละก็ถือว่าเป็นสุดยอดของการนอนหลับเลยทีเดียว

    เคล็ดลับที่น่าจะช่วยให้คุณนอนหลับได้ดีขึ้น
    1.นอนหัวค่ำตื่นแต่เช้า
    ควรเข้านอนแต่หัวค่ำและตื่นแต่เช้า ดีกว่านอนดึกตื่นสาย ถ้าเป็นไปได้ควรเข้านอนอย่าให้เกิน 4 ทุ่ม เพราะช่วงเวลาระหว่าง 6 โมงเย็นถึง 4 ทุ่มนั้นตามหลักอายุรเวทถือว่าเป็นช่วงเวลาของธาตุดิน ธาตุน้ำ บรรยากาศโดยทั่วไปจะมีความหนักหน่วงโน้มนำให้นอนหลับได้ง่าย เหมือนกับธรรมชาติส่งสัญญาณให้รู้ว่าชีวิตในวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว ถึงเวลาของการพักผ่อนเสียที แต่ถ้าเลย 4 ทุ่มไปแล้วจะเป็นช่วงเวลาที่ธาตุไฟเพิ่มขึ้นทำให้ร่างกายตื่นตัวอีกครั้ง และอาจส่งผลให้นอนไม่หลับ ส่วนที่ให้ตื่นแต่เช้านั้นก็ประมาณว่า ช่วงก่อนพระอาทิตย์ขึ้นเป็นช่วงที่ธรรมชาติเปี่ยมด้วยพลังชีวิต

    2.เผื่อเวลาอาหารมื้อเย็น
    ควรเผื่อเวลาให้อาหารมื้อเย็นถูกย่อยให้เสร็จก่อนเข้านอนอย่างน้อย 2 ชั่วโมง นั่นหมายถึงว่าควรกินอาหารมื้อเย็นให้เร็วสักหน่อย เพราะการนอนหลับเป็นช่วงเวลาที่ร่างกายและจิตใจจะได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ ถ้ากินอาหารเสร็จแล้วเข้านอนโดยทันที จำทำให้อาการไม่ถูกย่อย เพราะกระเพราะอาหารทำงานไม่เต็มที่ ขณะเดียวหันก็จะนอนหลับไม่สนิทด้วย

    3.ล้างหน้า ล้างมือ ล้างเท้าก่อนนอน
    ก่อนเข้านอนควรล้างมือ เท้า และหน้า และใช้น้ำมัน (ถ้าได้น้ำมันงายิ่งดี) นวดที่ฝ่าเท้า จะทำให้เกิดความผ่อนคลายและหลับสนิทขึ้น อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้น คือดื่มนมต้มอุ่น ๆ สักแก้วก่อนนอน เนื่องจากมีคุณสมบัติชุ่มชื้น บำรุง อาการนอนไม่หลับนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากร่างกายตื่นตัว ความชุ่มชื้นของนมจะทำให้เกิดความหนืดหน่วงลดความตื่นตัวทำให้นอนหลับง่ายขึ้น

    4.ไม่ทำกิจกรรมตื่นเต้นก่อนนอน
    ก่อนเข้านอนไม่ควรทำกิจกรรมใด ๆ ที่จะกระตุ้นให้ตื่นตัว เช่น อ่านหนังสือ ดูหนัง ฟังเพลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่เร้าใจชวนติดตาม เพราะจะทำให้คุณไม่อยากนอนหลับหรือนอนไม่หลับ หรือไม่ก็ทำให้หลับไม่สนิท เพราะเก็บเอาเรื่องราวที่ดูหรืออ่านไม่เป็น ถ้าจะฟังเพลงเพราะฟังดนตรีที่นุ่นนวลชวนให้อารมณ์และจิตใจผ่อนคลายช่วยให้หลับง่ายขึ้น ถ้าต้องการหลับให้สนิทและจิตใจได้พักผ่อนอย่างสมบูรณ์ ควรจะทำจิตใจให้สงบโดยการสวดมนต์และทำสมาธิ การทำสมาธิก่อนนอนจะทำให้หลับได้ลึกอย่างที่เรียกว่า “โยคะนิทรา” คือหลับแบบมีสมาธิได้

    5.ท่านอนต้องเหมาะสม
    ท่าและทิศในการนอนก็มีผลต่อการนอนหลับด้วยเหมือนกัน ท่านอนตะแคงขวาจะทำให้รูจมูกซ้ายโล่งเพราะน้ำหนักตัวไปลงที่ร่างกายซีกขวา รูจมูกซ้ายสัมพันธ์พลังเย็น เมื่อเปิดโล่งจะทำให้ร่างกายชุ่มเย็นและผ่อนคลาย การนอนตะแคงขวาจึงทำให้ผ่อนคลายมากขึ้น ส่วนท่านอนตะแคงซ้ายจะทำให้รูจมูกขวาซึ่งสัมพันธ์กับพลังร้อนเปิดโล่ง มีผลทำให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น จึงเหมาะที่จะเป็นท่านอนช่วงสั้น ๆ ก่อนหรือหลังอาหารมากกว่า ไม่เหมาะที่จะเป็นท่าในการนอนหลับเพราะมีผลทำให้ร่างกายร้อนขึ้น ท่านอนหงายมีผลทำให้การไหลเวียนของพลังในร่างกายไม่ดี ทำให้ธาตุลมกำเริบ ส่วนท่านอนคว่ำเป็นท่าที่ไม่เหมาะสมที่สุด เพราะร่างกายโดยเฉพาะบริเวณท้องและอกถูกกดทับทำให้หายใจไม่สะดวก

    6.ไม่ควรนอนกลางวัน
    โดยทั่วไปแล้วไม่ควรนอนกลางวันเพราะทำให้อาหารไม่ย่อยและเป็นไข้ได้ ยกเว้นในฤดูร้อนที่อนุโลมให้นอนหลับตอนกลางวันได้ เพราะอากาศร้อนทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย การนอนกลางวันจะช่วยฟื้นคืนพลังได้ หรือคนแก่ เด็กเล็ก คนที่ร่างกายอ่อนเพลีย หรือเหน็ดเหนื่อยจากการมีเพศสัมพันธ์ การใช้แรงมากๆ จากการเดินทางหรืออดนอน อนุโลมให้นอนตอนกลางวันได้เพื่อชดเชยพลังที่สูญเสียไป

    ลองปฏิบัติตามข้อแนะนำเหล่านี้แล้วคุณจะหลับได้อย่างเป็นสุขขึ้น ขอให้นอนหลับฝันดี

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว