อุ่นไอรัก - บอกรักให้โลกรู้
คลังความรู้สื่อสังคมออนไลน์
-
7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
-
7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
อุ่นไอรัก - บอกรักให้โลกรู้
-
7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
เด็กกับอาหารเช้า
ปกติคนเราควรกินอาหารวันละ 3 มื้อ หลักสำหรับผู้ใหญ่ คือ มื้อเช้า กลางวัน และเย็น สำหรับเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็ก อาจเพิ่มอาหารว่างช่วงสายๆ และมื้อบ่ายอีก 2 มื้อก็ได้ เพราะเด็กเป็นวัยที่กำลังเจริญเติบโตแต่ความจุกระเพาะจะน้อยรายละเอียด :>> http://bit.ly/1k554ge
-
7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
กะสัง : ผักต้านมะเร็ง
กะสังเป็นผักพื้นบ้าน ที่นิยมกินสดๆ หรือลวกกินกับน้ำพริก กินเป็นสลัด ยำกินก็ได้ กะสังถือเป็นผักต้านมะเร็งชนิดหนึ่ง มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและมีวิตามินซีสูง มีเบต้าแคโรทีนสรรพคุณ
ใบใช้รักษาโรคลักปิดลักเปิด ต้นสดตำพอกฝีและสิว ตุ่มหนอง และโรคผิวหนังอื่นๆ หมอพื้นบ้านใช้รักษาเริม โดยใช้ต้นกะสังผสมกับขมิ้นและข้าวสาร ตำให้ละเอียดแล้วพอกทิ้งไว้ 1 คืน และนำใบมาตำขยำแปะทาเม็ดที่เป็นใต้ราวนมแก้มะเร็งเต้านม ทั้งต้นนำมาต้มเอาน้ำล้างหน้าบ่อยๆ จะทำให้ผิวหน้าสดใส รักษาสิว หมอพื้นบ้านต่างประเทศ (ฟิลิปปินส์) กินผักกะสังสดๆ หรือนำมาต้มกินเพื่อรักษาโรคเก๊าท์และข้ออักเสบ(เครดิตภาพ : orb, ชาวเหนือ, PEชา2, pissa)
-
7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
โรคมะเร็งตับ
มะเร็งตับเป็นมะเร็งที่พบได้บ่อยในผู้ชายวัยกลางคนขึ้นไป ผู้ป่วยมักมีอาการอ่อนเพลีย และน้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว เมื่อไปพบแพทย์ ก็มักจะตรวจพบว่าเป็นมะเร็งตับระยะท้ายและเสียชีวิตภายใน 6-12 เดือน ความจริงโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อไวรัสตับอักเสบ และพยาธิใบไม้ตับ ซึ่งเป็นโรคที่ป้องกันได้เป็นส่วนใหญ่
http://bit.ly/1pZYvOb -
7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
ขลู่ : ปรับสมดุลร่างกาย
ชื่ออื่นๆ เช่น หนวดงั่ว หนวดงิ้ว หนาดงัว หนาดวัว ขี้ป้าน คลู ขลู ฯลฯ ต้นขลู่ถือเป็นพืชท้องถิ่นจังหวัดจันทบุรี พบมากบริเวณป่าโกงกาง หรือบริเวณที่มีน้ำกร่อย ชาวบ้านนิยมนำใบขลู่มารับประทานกับน้ำพริก หรือนำมาเป็นส่วนหนึ่งของวัตถุดิบในการทำอาหาร สรรพคุณช่วยขับปัสสาวะ ช่วยปรับสมดุลร่างกาย ระบบขับถ่าย ช่วยบำรุงไต บำรุงระบบประสาทในตำราหมอพื้นบ้านใช้ทั้งต้นต้มกินเป็นยาขับปัสสาวะ แก้เบาหวาน ต้มน้ำอาบแก้ผื่นคัน น้ำคั้นใบสดรักษาริดสีดวงทวาร
- ทั้งต้นสดหรือแห้ง เตรียมเป็นยาต้มรับประทานขับปัสสาวะ แก้โรคนิ่วในไต แก้ปัสสาวะพิการ เป็นยาช่วยย่อย แก้ริดสีดวงทวารหนัก ริดสีดวงจมูก แก้เบาหวาน แก้ประดง แก้เลือดลม และผื่นคันตามผิวหนัง
- เปลือกต้น เมล็ด แก้ริดสีดวงทวาร แก้กระษัย เป็นยาอายุวัฒนะ โดยนำมาต้มน้ำรับประทาน หรือต้มน้ำแล้วใช้ไอรมทวารหนัก แก้ริดสีดวงจมูก โดยตากแห้งแล้วเตรียมเป็นยาสูบ
- ใบ มีกลิ่นหอม ต้มน้ำดื่ม แทนเป็นน้ำชา ฝาดสมาน แก้ไข้ ขับปัสสาวะ ขับเหงื่อ แก้กระหายน้ำ แก้บิด แก้ประดง แก้เลือดลม แก้ริดสีดวงทวาร แก้แผลอักเสบอาจใช้ใบสดตำพอกบริเวณที่เป็น และต้มน้ำอาบบำรุงประสาท
- ราก รับประทานเป็นยาฝาดสมาน แก้บิด แก้ไข้ ขับเหงื่อ แก้แผลอักเสบ ใช้รากสดตำพอกบริเวณที่เป็น(เครดิตภาพ : chaiwatmsu, ภัตตาคารบ้านทุ่ง)
-
7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
ชวนเพื่อนถูกใจเพจ "มูลนิธิหมอชาวบ้าน"
แบ่งปันสาระสุขภาพ เพื่อการพึ่งตนเอง
สุขที่ได้แบ่งปัน สุขที่ได้เรียนรู้ สุขที่ได้รู้จักเพื่อน
ร่วมไลค์ ร่วมแชร์ได้ที่...เพจมูลนิธิหมอชาวบ้าน
http://www.facebook.com/folkdoctorthailand -
7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
"ครอบครัวสุขสันต์"
-
7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
เจ็บคอ : อย่ามัวแต่กินยาแก้อักเสบ
เจ็บคอ เป็นอาการที่พบได้บ่อยในทุกเพศทุกวัย บางคนเมื่อมีอาการเจ็บคอขึ้นมา เข้าใจว่าเป็นคออักเสบ ก็จะซื้อยาแก้อักเสบมากินเอง เพียง 2-3 วัน ก็ดีขึ้น จึงมีความฝังใจว่าเป็นวิธีดูแลตัวเองที่ถูกต้อง ก็จะทำแบบนี้ทุกครั้งที่มีอาการเจ็บคอ จริงๆ แล้ว อาการเจ็บคออาจเกิดจากหลายสาเหตุ ส่วนใหญ่เป็นสาเหตุที่ไม่ต้องใช้ยาปฏิชีวนะในการบำบัดรักษา ยกเว้นเกิดจากทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย (มีไข้สูง เจ็บคออย่างมาก และตรวจพบว่าทอนซิลบวมโตและอักเสบมาก) ซึ่งแพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะบางคนคิดว่าอาการเจ็บคอเกี่ยวข้องกับคออักเสบ จึงหา “ยาแก้อักเสบ” มากิน โดยหารู้ไม่ว่า “ยาแก้อักเสบ” นั้นที่แท้คือยาปฏิชีวนะ ที่มีประโยชน์ในการบำบัดโรคติดเชื้อแบคทีเรียโดยเฉพาะเท่านั้น ไม่มีประโยชน์ในการแก้อักเสบที่เกิดจากสาเหตุอื่นๆ แต่อย่างใด การใช้ยาปฏิชีวนะพร่ำเพรื่อเกินจำเป็น นอกจากสิ้นเปลืองแล้ว ในระยะยาวยังอาจเกิดโทษต่อร่างกาย เช่น ส่งเสริมให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยา การแพ้ยา การเกิดโรคแทรกซ้อนต่างๆ ได้
สาเหตุที่พบบ่อยของอาการเจ็บคอ
1.กรณีเจ็บคอร่วมกับมีไข้
- คออักเสบจากเชื้อไวรัส/ไข้หวัด ผู้ป่วยจะมีไข้ เจ็บคอเล็กน้อย ตรวจดูภายในลำคอ ไม่พบว่ามีทอนซิลโตและผนังคอหอยไม่มีลักษณะอักเสบ (คือไม่พบว่ามีสีแดงกว่าปกติ) ในกรณีที่เป็นไข้หวัด จะมีอาการเจ็บคอในลักษณะดังกล่าวในวันแรกๆ และต่อมาเมื่อมีอาการน้ำมูกไหล อาการเจ็บคอมักจะทุเลาไปเอง
- ทอนซิลอักเสบจากเชื้อแบคทีเรีย ผู้ป่วยจะมีไข้สูง เจ็บคอมาก กลืนลำบาก ตรวจดูภายในลำคอพบทอนซิลบวมโต ออกสีแดงจัดและอาจมีจุดหนองอยู่บนทอนซิล
2.กรณีเจ็บคอโดยไม่มีไข้
- โรคภูมิแพ้ ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย และมักมีอาการคันคอ คันจมูก จาม น้ำมูกใสๆร่วมด้วย เวลาสัมผัสถูกสิ่งที่แพ้ เช่น ฝุ่น ละอองเกสร อากาศเย็น เป็นต้น มักมีอาการเป็นๆ หายๆ เรื้อรัง
- การระคายเคือง ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อย เวลาถูกสิ่งระคายเคือง เช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า เป็นต้น เมื่อละเว้นจากสิ่งเหล่านี้ก็จะค่อยๆ ทุเลาไปเอง
- แผลร้อนใน (แผลแอฟทัส) เมื่อเกิดขึ้นที่คอหอย ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคออย่างมาก จนกลืนและพูดลำบาก ผู้ป่วยจะไม่รู้สึกเจ็บทั่วลำคอ แต่สามารถบอกชี้ได้ว่ามีจุดที่เจ็บตรงไหนได้ชัดเจน อาการเจ็บจะเป็นมากที่สุดใน 3-4 วันแรก หลังจากนั้นจะเจ็บน้อยลง และค่อยๆทุเลาไปได้เองภายใน 7-10 วัน
- โรคกรดไหลย้อน มักพบในวัยกลางคนขึ้นไป (ส่วนน้อยอาจพบในวัยหนุ่มสาว) ผู้ป่วยจะมีอาการเจ็บคอเล็กน้อยในช่วงหลังตื่นนอนตอนเช้า อาจมีอาการเสียงแหบหรือไอร่วมด้วย พอสายๆ ก็ทุเลาไป มักเป็นทุกวัน เรื้อรังเป็นแรมเดือน หรือจนกว่าได้รับการบำบัดรักษา บางคนอาจมีอาการเจ็บลิ้นปี่หลังกินอาหารร่วมด้วยการดูแลตนเองเมื่อมีอาการเจ็บคอ สามารถปฎิบัติตัวดังนี้
1. ควรไปพบแพทย์ หากมีลักษณะข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- มีไข้สูง และเจ็บคอมาก
- มีน้ำมูกหรือเสมหะข้นเหลืองหรือเขียว
- มีอาการเจ็บคอทุกวันเกิน 1 สัปดาห์
- คลำได้ก้อนแข็งที่ข้างคอ
2. หากไม่มีอาการดังในข้อ 1 ควรให้การดูแลเบื้องต้นดังนี้
- งดดื่มเหล้า และบุหรี่
- หากมีน้ำมูกใสหรือมีอาการของโรคภูมิแพ้ ให้กินยาแก้แพ้-คลอร์เฟนิรามีน
- หากมีไข้หรือเจ็บคอมาก ให้กินพาราเซตามอล ครั้งละ 1-2 เม็ด ซ้ำได้ทุก 6 ชั่วโมง
- กลั้วคอด้วยน้ำเกลือ โดยผสมเกลือป่น 1 ช้อนชาในน้ำอุ่น 1 แก้ว วันละ 2-3 ครั้ง
- หากไม่ทุเลาใน 4 วัน ควรไปพบแพทย์ -
7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
"เพราะเราคู่กัน"
