"สุขกายสบายใจ"
ผลงานภาพ : คุณ BanZumo
"สุขกายสบายใจ"
ผลงานภาพ : คุณ BanZumo
"ชีวิตบนเกาะ"
ผลงานภาพ คุณจามิกร ศรีคำ
สมุนไพรใกล้ตัว : ช่วยห้ามเลือด
(1) บัวบก ต้นสด ตำพอกปิดบาดแผล
(2) สาบเสือ ใบ และยอดอ่อน ขยี้ทาพอกแผลสด
(3) ขมิ้นชัน เหง้า สดหรือแห้ง บดให้ละเอียดผสมน้ำปูนใสทา
โรคสะเก็ดเงิน
ผิวหนังมีลักษณะเป็นปื้นนูนแดง มีขุยหนาสีขาวเงิน ขอบเขตของผื่นสังเกตเห็นชัดเจน มักเป็นผื่นทั้ง 2 ข้างของร่างกายเท่าๆ กัน เป็นโรคผิวหนังที่พบบ่อย เป็นได้ทุกเพศทุกวัย พบราวร้อยละ 2 ของประชากรทั่วไป อาจมีปัจจัยทางพันธุกรรมมาเกี่ยวข้องเพราะมักพบประวัติครอบครัว โรคนี้ไม่ใช่โรคติดต่อ และไม่ได้เกิดจากภูมิแพ้ โรคนี้มักเริ่มเป็นในช่วงวัยรุ่นตอนปลายและช่วงอายุ 40-50 ปี
รายละเอียด :>> http://bit.ly/1CkMMkz
มะเขือเทศ : ป้องกันมะเร็ง
มะเขือเทศเป็นอาหารที่ดีต่อสุขภาพ มากด้วยวิตามินซี และเส้นใยอาหาร มะเขือเทศอุดมด้วยสาร "ไลโคฟีน" ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (แอนติออกซิแตนต์) ป้องกันการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย อันเป็นต้นเหตุของโรค เช่น โรคมะเร็ง โรคหลอดเลือด หัวใจตีบตัน ต้อกระจก ข้อเสื่อม เป็นต้น
สรรพคุณทางยา : ลดการเสื่อมของเซลล์ในร่างกาย ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ มะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ ตับอ่อน และทางเดินอาหาร หอบหืด ช่วยบำรุงสายตา ข้อเสื่อม ลดริ้วรอยช่วยให้ผิวเต่งตึง รักษาสิว ลดความดันเลือดสูงได้ ลดเชื้อราในช่องปาก
ทั้งนี้ เพื่อให้ได้คุณค่าทางโภชนาการและสรรพคุณทางยา ควรกินมะเขือเทศผลสุกสด หรือเมนูร่วมอื่นๆ เช่น ส้มตำ ยำ ฯลฯ ก็ได้
ข้อควรระวัง : มะเขือเทศและผลิตภัณฑ์จากมะเขือเทศ มีฤทธิ์เป็นกรดอ่อน ผู้ที่มีอาการกรดไหลย้อนกลับ จึงควรกินในปริมาณจำกัด
(เครดิตภาพ : beemoony, swin, manageacidreflux, AB1ว.2_AB2ว.1, 21inf)
ส้มป่อย : เพิ่มภูมิคุ้มกัน กำจัดพิษกายใจ
สมุนไพรกำจัดพิษแบบไทยๆ อย่างดี ใบของส้มป่อยถือเป็นผักที่มีวิตามินเอและบีตาแคโรทีนสูง ฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระของยอดส้มป่อยพบว่ามีสูงมาก นอกจากนี้ยังพบว่าสารซาโพนินในฝักส้มป่อยทำให้ทีเซลล์ทำงานได้ดีขึ้น ช่วยทำให้ภูมิคุ้มกันของร่างกายดีขึ้น
- ตำรับยาแก้ไอ ตำรับ 1 เอาเปลือกแช่น้ำกินทำให้ชุ่มคอแก้ไอได้ ตำรับ 2 นำฝักปิ้งไฟให้เหลืองชงน้ำกินแก้ไอ
- ตำรับยาแก้ไข้ ท้องอืด ใช้ยอดส้มป่อยต้มกินกับข้าวต้ม
- ตำรับยาแก้ฝี ตำรับ 1 นำยอดอ่อนของส้มป่อยมาตำรวมกับขมิ้นอ้อยใส่น้ำมันพืชเล็กน้อย หมกไฟพออุ่นและนำไปพอกจะช่วยแก้พิษฝี ทำให้ฝีแตกเร็วหรือยุบไป ตำรับ 2 ใช้รากฝนใส่น้ำปูนใสทาฝี
- ตำรับยาแก้โรคตับ ใช้เปลือกต้มกิน
- ตำรับยาแก้ท้องร่วง ใช้รากส้มป่อยต้มน้ำดื่ม
(เครดิตภาพ : คุณนายเย็นชา, knowledge2u, noway2know)
** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **
การดูแลคนไข้ด้วยหัวใจวิถีพุทธ
พุทธศาสนาที่คนไทยส่วนใหญ่เคารพนับถือ เป็นส่วนหนึ่งของวิถีชีวิตคนไทย มีความสำคัญต่อวัฒนธรรม ความเชื่อ ความหวัง และเป็นที่พึ่งทางใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อได้รับความทุกข์ เผชิญภาวะวิกฤติ หรือเจ็บไข้ได้ป่วย
รายละเอียด :>> http://bit.ly/1z2ljm5
ทุกนาทีคือชีวิต เร็วก็รอด ปลอดอัมพาต
โรคหลอดเลือดสมอง (stroke) หรือที่คนไทยรู้จักและเรียกกันว่า โรคอัมพาต นั้นเป็นโรคที่พบบ่อยมาก กล่าวคือ ทุกๆ 4 นาทีมีคนไทยเป็นอัมพาต 1 คน และทุกๆ 10 นาทีมีคนไทยเสียชีวิตด้วยโรคนี้ พบบ่อยในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัวเบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจเต้นผิดจังหวะ ผู้สูงอายุ อาการของโรคอัมพาตที่พบบ่อยๆ นั้น ได้แก่ แขน ขาอ่อนแรง ปากเบี้ยว หลับตาไม่สนิท พูดไม่ชัด นึกคำพูดลำบาก พูดไม่ออก ปวดศีรษะอย่างรุนแรง โดยอาการผิดปกติดังกล่าวนั้นเป็นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว ทันทีทันใด พบอาการเตือนน้อยมาก
การเข้ารับการรักษาที่เร็วที่สุด ย่อมมีโอกาสในการหายเป็นปกติและเกิดภาวะแทรกซ้อนจากการรักษาต่ำสุดด้วยเช่นกัน เป็นที่ทราบกันดีว่า การรักษาที่ล่าช้าไปทุกๆ 1 นาที เซลส์สมองจะตายไป 2 ล้านเซลส์ ส่งผลต่อชีวิตผู้ป่วยที่สั้นลง 2 วัน ดังนั้นคนไทยทุกคนจึงต้องรู้จักโรคอัมพาตเป็นอย่างดี
1. โรคอัมพาต คือ โรคที่สมองสูญเสียหน้าที่อย่างเฉียบพลัน เนื่องจากหลอดเลือดสมองตีบ ตัน หรือแตกส่งผลให้เนื้อสมองขาดออกซิเจนและสูญเสียหน้าที่อย่างรวดเร็ว
2. อาการผิดปกติทางระบบประสาทที่พบบ่อย คือ แขน ขาอ่อนแรงครึ่งซีก ปากเบี้ยว หลับตาไม่สนิท พูดไม่ชัด นึกคำพูดลำบาก พูดไม่ออก ปวดศีรษะรุนแรง ตามัว มองเห็นภาพไม่ชัดเจน วิงเวียนศีรษะ โดยอาการนั้นเกิดขึ้นในผู้มีปัจจัยเสี่ยง และเป็นขึ้นมาอย่างรวดเร็ว เฉียบพลัน
3. ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคอัมพาต มี 2 กลุ่มหลัก คือ 1.ปัจจัยเสี่ยงที่สามารถแก้ไขได้ คือ โรคประจำตัวต่างๆ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หัวใจเต้นผิดปกติ หลอดเลือดหัวใจตีบ ลิ้นหัวใจตีบ ภาวะอ้วน สูบบุหรี่ 2.ปัจจัยเสี่ยงที่ไม่สามารถแก้ไขได้ คือ เพศชายเสี่ยงสูงกว่าเพศหญิง อายุที่มากขึ้นตั้งแต่ 45 ปีขึ้นไป ประวัติโรคอัมพาตในครอบครัว
4. ถ้าเกิดอาการผิดปกติอย่างหนึ่งอย่างใดข้างต้นและเป็นขึ้นมาอย่างรวดเร็วโดยเฉพาะในกลุ่มเสี่ยงให้รีบเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลขนาดทันที
5. การเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลทำได้หลายวิธี ได้แก่ 1.โทรศัพท์ 1669 เพื่อติดต่อกับระบบการแพทย์ฉุกเฉิน 2.การโทรศัพท์ไปยังห้องฉุกเฉินโรงพยาบาลใกล้บ้าน 3.การเรียกรถพยาบาลโดยใช้แอพพลิเคชั่น “FAST TRACK” หรือ “เรียกรถพยาบาล” 4.การนำผู้ป่วยส่งโรงพยาบาลด้วยรถส่วนตัวหรือรถรับจ้าง
6. เมื่อไปถึงโรงพยาบาลให้ไปที่แผนกฉุกเฉิน อย่าไปที่แผนกผู้ป่วยนอกปกติ ให้รีบแจ้งกับพยาบาลว่าสงสัยจะมีอาการของโรคอัมพาตทันที บอกเวลาที่เริ่มมีอาการผิดปกติให้ชัดเจน ถ้าใช้ยาอะไรเป็นประจำต้องบอกแพทย์ด้วย
7. แพทย์ พยาบาลจะรีบเข้ามาตรวจ ประเมินทันที ถ้าอาการเข้าได้กับโรคอัมพาต แพทย์จะมีการแจ้งเตือนระบบบริการ ทางด่วนโรคอัมพาต เพื่อให้การบริการในทุกจุดเป็นไปด้วยความรวดเร็วที่สุด
8. ผู้ป่วยจะได้รับการเจาะตรวจเลือด ให้น้ำเกลือ และส่งตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์สมองทันที เพื่อแพทย์จะได้ให้การวินิจฉัยโรคได้ถูกต้อง
9. กรณีผลการตรวจพบว่าเป็นอัมพาตชนิดสมองขาดเลือด และไม่มีข้อห้ามในการให้ยาละลายลิ่มเลือด แพทย์จะอธิบายข้อดี ข้อเสียของการรักษาด้วยยาละลายลิ่มเลือด เพื่อให้ผู้ป่วยและ/หรือญาติตัดสินใจในการรับการรักษา
10. เมื่อพ้นระยะเฉียบพลันแล้ว ผู้ป่วยทุกคนต้องได้รับการรักษาเพื่อป้องกันการเป็นซ้ำ โดยการรักษาโรคประจำตัวที่เป็นปัจจัยเสี่ยง การทานยาป้องกันการเป็นซ้ำ และการทำกายภาพบำบัด เพื่อฟื้นฟูสมรรถภาพร่างกายให้ดีขึ้น
"หาอยู่หากิน"
"จับปลาท้องนา"
เครดิตภาพ : sparkee