"เพื่อน....ไม่ทิ้งกัน"
โครงการประกวดภาพถ่าย คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
"เพื่อน....ไม่ทิ้งกัน"
โครงการประกวดภาพถ่าย คณะเทคนิคการสัตวแพทย์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
กินอย่างไรเมื่อเป็นโรคเกาต์
ทุกวันนี้คนจำนวนมากจึงหันมาสนใจและใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้น เพราะรู้ว่ากินไม่ดีมีโอกาสเกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ากินดีกินให้เหมาะสม นอกจากห่างไกลโรคแล้ว หลายโรคยังทุเลาเบาบางได้เช่นกัน แนวปฏิบัติตนในการกินเมื่อเป็นโรคเกาต์ดังนี้
1.ควรงดอาหารที่มีพิวรีนสูงอย่างเด็ดขาด ซึ่งได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาซาร์ดีน ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ผักยอดอ่อน เป็นต้น การกินอาหารที่มีพิวรีนสูงลดลงทำให้ร่างกายได้รับกรดยูริกลดลง
2.ควรกินอาหารประเภทข้าว-แป้งให้มากพอ (โดยทั่วไปวันละ 8-12 ทัพพี) เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องเผาผลาญโปรตีนที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อเพื่อใช้เป็นพลังงาน
3.ไม่ควรกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากเกินไป ควรกินพอประมาณ ละเว้นอาหารประเภทบุฟเฟต์หมูกระทะ
4.ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมของผลึกกรดยูริก ป้องกันโรคนิ่วในไตได้
5.หมั่นกินผักและผลไม้ให้มากขึ้น ช่วยให้ปัสสาวะมีภาวะเป็นด่าง ช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกายดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คนเป็นโรคเกาต์ควรหลีกเลี่ยงไม่กินผักยอดอ่อนจำพวก กระถิน ชะอม สะเดา เพราะผักเหล่านี้มีสารพิวรีนสูง
6.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและเหมาะสม เพราะอาหารเหล่านี้นอกจากจะให้พลังงานสูงแล้ว ยังทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงได้ ซึ่งจะไปขัดขวางการขับกรดยูริกออกจากร่างกายเช่นกัน
7.งดหรือลดการดื่มเหล้า เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง เพราะเมื่อร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์ จะทำให้มีการเพิ่มสารแล็กเทสในเลือด สารนี้จะไปยับยั้งการขับกรดยูริกออกจากไต
(เครดิตภาพ : travelnan, chiangmainews)
การฝึกสติแบบธรรมชาติได้ทุกที่ทุกเวลา
ลองฝึกสติในชีวิตประจำวัน โดยเปรียบเปรยการฝึกสติ (ฝึกจิต/บริหารจิต) เหมือนกับการฝึกกาย (ออกกำลังกาย/บริหารกาย) ที่ต้องทำอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่องทุกวัน การไปฝึกหนักนานๆ ที ก็จะได้ผลเพียงชั่วครั้งชั่วคราว เมื่อเว้นช่วงไป ความฟิต ก็จะจางหายไปเป็นธรรมดา
รายละเอียด :>> http://bit.ly/1ex5Inm
"วางเบ็ด"
เครดิตภาพ : por_dee_life
"วิถีบ้านเรา : รถพุ่มพวง"
(เครดิตภาพ : บ้านไร่นารา)
"กินหมาก"
(เครดิตภาพ : เป้ใบ รองเท้าคู่, โฟโต้ออนทัวร์)
โรคติดเชื้อไวรัสซิก้า
เชื้อไวรัสซิก้า (Zika virus) เป็นเชื้อไวรัสในตระกูลเชื้อไวรัสที่ก่อโรคไข้เลือดออก โดยยุง Aedes aegypti นำเชื้อไวรัสซิก้ามาสู่คนและเป็นยุงที่นำเชื้อไวรัสเดงกี (dengue) และไวรัสชิคุนกุนยา (Chikungunya virus) ที่ทำให้เกิดไข้เลือดออกด้วย ยุงชนิดนี้กัดคนที่พักอยู่ในและนอกบ้านและกัดในเวลากลางวันเป็นส่วนใหญ่
อาการของโรคได้แก่ ไข้ ปวดศีรษะ มีผื่น ปวดเมื่อยตามตัว ปวดตามข้อหรือกล้ามเนื้อ เยื่อบุนัยน์ตาแดง
การดำเนินโรคนานประมาณ 4-7 วัน แล้วทุเลาหายไป โดยทั่วไปโรคมีความรุนแรงน้อยและไม่ถึงแก่ชีวิต
โรคติดเชื้อไวรัสซิก้า มีความสำคัญ 4 ประการ คือ
1. ทำให้คนเราเจ็บป่วยและมีลักษณะของโรคเหมือนไข้เลือดออกและ/หรือไข้เฉียบพลันที่ไม่ทราบสาเหตุ ทำให้ผู้ป่วยต้องได้รับการวินิจฉัยแยกโรคออกจากไข้เลือดออกและจากโรคอื่นๆ ดังกล่าวที่มีความรุนแรงถึงชีวิตได้
หากผู้ป่วยอยู่ในประเทศที่ยังไม่มีน้ำยาในการตรวจวินิจฉัยโรคติดเชื้อไวรัสซิก้า ก็จะต้องเจาะเลือดหรือเก็บตัวอย่างไปตรวจวินิจฉัยโรคอื่นๆ หลายโรค เมื่อผลการตรวจทั้งหลายให้ผลลบ จึงจะสงสัยว่าป่วยเป็นโรคนี้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีประวัติการเดินทางกลับมาจากดงโรค เช่น จากทวีปอเมริกาใต้ ประเทศเอลซัลวาดอร์หรือบราซิล ประเทศเม็กซิโกและมลรัฐในประเทศอเมริกาที่ติดหรือใกล้กับประเทศเม็กซิโกหรือหมู่เกาะแคริบเบียน
2. หลังจากผู้ป่วยหายจากโรคนี้แล้ว อาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบประสาทที่เรียกว่า กลุ่มอาการกีแยง-บาร์เร (Guillain-Barré syndrome) ภาวะนี้มีการอักเสบเฉียบพลันของเส้นประสาทหลายเส้นและมีการทำลายของเส้นประสาท ทำให้ขาอ่อนแรงหรือมีอาการชาได้ บางรายทำให้กล้ามเนื้อควบคุมการหายใจหมดแรงจนต้องใช้เครื่องช่วยหายใจพยุงการหายใจด้วย
3. มารดาที่ตั้งครรภ์และติดเชื้อไวรัสซิก้าในประเทศบราซิล พบว่า บุตรที่คลอดออกมามีศีรษะเล็ก (microcephaly) หรือความพิการแต่กำเนิดและเกิดจากสาเหตุที่ทารกในครรภ์ติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ด้วย ดังนั้นหญิงมีครรภ์จึงควรหลีกเลี่ยงทุกวิถีทางที่จะทำให้ติดเชื้อชนิดนี้ รัฐบาลของประเทศที่มีการระบาดของโรคนี้ ถึงกับแนะนำประชาชนให้หลีกเลี่ยงการตั้งครรภ์ไปนาน 1-2 ปี หรือจนกว่าโรคนี้จะหยุดการระบาด
4. คาดว่าการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสซิก้า จะระบาดไปทั่วโลกในภูมิประเทศที่ตั้งอยู่ในเขตร้อน เพราะมียุงเป็นพาหะและมีมนุษย์เป็นผู้นำเชื้อไวรัสขึ้นเครื่องบินและเดินทางไปมาอย่างรวดเร็วพอผู้ที่ติดเชื้อกลับถึงบ้านเกิดและถูกยุงในพื้นที่กัด การแพร่กระจายของโรคนี้ จะเกิดขึ้นในพื้นที่ใหม่ได้ทันที ดังนั้น จึงคาดว่า จะหยุดยั้งการระบาดได้ยากมาก
ป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสซิก้า
เนื่องจากยังไม่มียาหรือวัคซีนใดๆ ในการรักษาหรือป้องกันโรคนี้ การป้องกันการติดเชื้อหรือการแพร่โรคนี้ให้แก่ผู้อื่น จะเพ่งเล็งไปที่คนที่จะถูกยุงกัดหรือผู้ที่จะนำเชื้อเข้ามาหรือผู้ป่วยโรคนี้ที่จะเข้ามาในประเทศ โดยมีวิธีควบคุมโรคดังนี้
1. คนไทยหรือผู้ที่จะเดินทางออกนอกประเทศไปยังดงโรค
งดเดินทางไปยังประเทศที่ตั้งในพื้นที่ที่โรคติดเชื้อไวรัสซิก้ากำลังระบาด เพราะในบริเวณนั้นจะมีความหนาแน่นของโรคสูง ทั้งจำนวนผู้ป่วย ผู้เป็นพาหะของเชื้อและจำนวนยุงติดเชื้อที่นำเชื้อโรค การเดินทางเข้าไปในดงโรคมีโอกาสสูงที่จะถูกยุงที่มีเชื้อกัดและติดเชื้อมาได้ ถึงแม้ผู้ติดเชื้อหลายรายจะไม่ป่วย แต่จะกลายเป็นผู้นำเชื้อกลับเข้ามาในประเทศไทยได้ หากต้องเดินทางไป จะต้องสวมเสื้อแขนยาว กางเกงขายาว ทายากันยุง และอยู่ในประเทศนั้นให้สั้นที่สุด และให้ติดตามข่าวการระบาดของโรคในพื้นที่ต่างๆ ว่า ขณะนี้โรคนี้ได้ระบาดไปถึงที่ใดแล้ว
2. คนต่างชาติที่อาศัยอยู่ในดงโรคและเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย
คนต่างชาติที่อยู่ในดงโรคและเดินทางเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย โดยเฉพาะผู้ที่นั่งเครื่องบินเข้ามาประเทศไทยขณะเดินทางมาบนเครื่องบินหรือหลังจากเข้ามาในประเทศ 3-7 วัน แล้วมีไข้ ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ควรแจ้งให้แพทย์และกรมควบคุมโรคทราบว่าเพิ่งเดินทางมาจากดงโรค ขอแนะนำให้ผู้ป่วยต่างชาติรายนั้นสวมชุดแขนยาวขายาว และทายากันยุงด้วย หากนอนพักผ่อนในบ้าน ให้นอนในมุ้งหรือในห้องที่มีมุ้งลวดและเปิดแอร์ เพื่อป้องกันยุงกัดและให้ทายากันยุงกัดด้วยตลอดเวลาที่มีไข้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการที่ยุงมากัดและนำเชื้อติดตัวยุงออกไปแพร่กระจายไปยังผู้อื่นต่อไป
3. ผู้ป่วยที่มีลักษณะแบบไข้เลือดออก
ผู้ที่สงสัยว่าตนเองป่วยเป็นโรคติดเชื้อไวรัสซิก้า หรือไข้เลือดออกชนิดใดก็ตาม ให้นอนกางมุ้งหรือในห้องนอนที่มีมุ้งลวด สวมชุดนอนที่มีแขนยาวขายาว และทายากันยุงด้วยตลอดเวลาที่มีไข้ ทั้งนี้เพื่อป้องกันการกัดของยุงและไม่ปล่อยให้มีการนำเชื้อติดตัวยุงออกไปแพร่กระจายไปยังผู้อื่น
"อาหารบ้านๆ : ปลาขาวย่าง หมกปลาซิว"
"คิดถึงยาย"
ผลงานภาพ : คุณสุพจน์ ศรีมณีชัย
"อาหารพื้นบ้าน : ซุปหน่อไม้"
เครดิตภาพ : thaihof