คลังความรู้สื่อสังคมออนไลน์

  • มหาหงส์
    "มหาหงส์" หรือที่รู้จักดีในชื่อ "สะเลเต" มีชื่อเรียกตามท้องถิ่น เช่น กระทายเหิน หางหงส์ ตาห่าน เหินแก้ว เหินคำ ฯลฯ เป็นไม้ล้มลุก ขยายพันธุ์ได้ง่ายโดยการแยกเหง้าไปปลูก ทนต่อโรคแมลง ออกดอกได้ตลอดปี ดอกหอมมากโดยเฉพาะช่วงเช้า และช่วงเย็นถึงมืด การออกดอกจะทยอยบานและอยู่ทนหลายวัน ถ้าปลูกบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ก็จะเหมาะอย่างยิ่ง ว่านมหาหงส์สามารถปลูกในที่ร่ม แดดไม่จัดมากนัก ชอบที่ชื้นแฉะ ถ้าปลูกในกระถางไม่ควรปล่อยทิ้งให้แห้ง ดอกมีหลายหลากสี เช่น สีขาว สีเหลือง สีเหลืองทอง สีชมพู สีแดง มีทั้งดอกเล็กและดอกใหญ่

    (เครดิตภาพ : สเลเต, MisterTon)

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • น้ำพริกกะปิ ปลาทูทอด
    นอกจากจะประกอบด้วยตัวน้ำพริกเองแล้ว ก็จะมีเครื่องเคียงเป็นปลาทูทอด แล้วก็มีผัก ซึ่งผักสำหรับกินคู่กับน้ำพริกกะปิปลาทูทอด ก็จะมีหลากหลายมาก ตั้งแต่ผักทอด ผักสด ผักลวกหรือผักต้ม ผักพื้นบ้านตามฤดูกาล คนไทยนิยมกินข้าวกับน้ำพริกกะปิผักจิ้ม จึงได้ทั้งรสชาติอร่อยและคุณค่าโภชนาการที่หลากหลายและครบถ้วน ปลาทูเป็นแหล่งที่ดีของโปรตีน มีสารไอโอดีน โอเมก้า 3 ที่ช่วยบำรุงสมอง ขณะที่ผักเครื่องเคียงมีเบต้าแคโรทีน มากด้วยเส้นใยอาหารดีต่อระบบขับถ่าย และคุณค่าทางสมุนไพรจากพืชผักต่างๆ

    (เครดิตภาพ : สถาบันโภชนาการ, บ่งบ๊ง, swin, เสิน, sueko)

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • แกงขี้เหล็ก : แกงคลายเครียด
    ปีหนึ่งๆ เราต้องเสียเงินมากมายมหาศาลในซื้อยาต่างประเทศ ยาขายดีติดอันดับ คือ ยากล่อมประสาทหรือยาคลายเครียด ทราบหรือไม่ "ขี้เหล็ก" มีสรรพคุณยาหลายอย่างนั้น ส่วนของใบอ่อนและดอกตูม นำมาผลิตเป็นยาคลายเครียดด้วย ภูมิปัญญาผู้เฒ่าผู้แก่จึงแนะนำคนที่นอนไม่ค่อยหลับว่า ให้กินแกงขี้เหล็ก จะช่วยคลายเครียดหลับดีขึ้น

    ทั้งนี้ จะกินขี้เหล็กสดๆ ก็ได้ เพื่อแก้เครียด นอนไม่หลับ ซึ่งให้คุณค่ามากกว่า โดยใช้ใบอ่อน (สด) ประมาณ 50 กรัม ต้มกับน้ำใช้ดื่มก่อนนอน หรือที่คนโบราณใช้กัน คือ จะนำใบอ่อนขี้เหล็กมาดองเหล้าไว้ 7 วัน ซึ่งตัวแอลกอฮอล์ในเหล้าจะสกัดเอาสารที่มีอยู่ในขี้เหล็กออกมา ก็นำเอาน้ำดองเหล้านั้นมาดื่ม

    (เครดิตภาพ : ~~piggy~~, swin, วัลลา ตันตโยทัย, sagurahi, ban-hug, แอ่งน้อย ไร้สังกัด, ด้องแด้งรีเทิร์น, barbie # barbie1)

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • โรคเกาต์
    เป็นโรคข้ออักเสบเรื้อรังชนิดหนึ่งที่เกิดจากความผิดปกติทางพันธุกรรม ทำให้ร่างกายมีการสะสมของกรดยูริกมากเกิน เกิดอาการและภาวะแทรกซ้อนต่างๆ ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยที่แน่ชัด และติดตามรักษากับแพทย์อย่างต่อเนื่องตลอดชีวิต ซึ่งจะช่วยให้ป้องกันภาวะแทรกซ้อน และมีคุณภาพชีวิตที่ดีเช่นคนปกติทั่วไป

    รายละเอียด :>> http://bit.ly/1tyxQId

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • กระดูกทับเส้น...หายยาก ?
    โรคกระดูกทับเส้นเกิดจากความเสื่อมของกระดูกสันหลัง หมอนรองกระดูกสันหลัง ข้อต่อและเส้นเอ็นยึดข้อต่อ กระดูกสันหลังมีการทรุดตัว เส้นเอ็นหนาตัว กระดูกมีหินปูนเกาะทำให้หนาตัว เป็นสาเหตุให้โพรงกระดูกสันหลัง ซึ่งเป็นที่อยู่ของไขสันหลังและประสาทไขสันหลังตีบแคบลง เมื่อโพรงกระดูกสันหลังตีบแคบ กระดูกสันหลังจึงมีโอกาสกดทับไขสันหลังและเส้นประสาทไขสันหลังได้ง่าย ถ้าโพรงนี้ตีบแคบไม่มาก จะเกิดการกดทับไขสันหลังและเส้นประสาทไขสันหลังเป็นครั้งคราวเมื่อมีการเคลื่อนไหวร่างกาย แต่ถ้าตีบแคบมาก อาจกดทับตลอดเวลา โรคกระดูกทับเส้นอาจจะเกิดที่กระดูกสันหลังส่วนใดก็ได้ ที่พบบ่อย ได้แก่ กระดูกสันหลังส่วนเอว ซึ่งไขสันหลังและเส้นประสาทไขสันหลังส่วนเอว ทำหน้าที่ควบคุมการทำงานของขา และควบคุมการขับถ่าย

    คนที่เป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะเกิดโรคกระดูกทับเส้น มีปัจจัยที่เกี่ยวข้องดังนี้
    1. อายุ โรคนี้มักเกิดกับคนที่อายุเลยวัยกลางคนขึ้นไป ยิ่งอายุมาก มีโอกาสเป็นมากขึ้น
    2. สภาพร่างกาย คนที่กล้ามเนื้อหน้าท้องและกล้ามเนื้อหลังไม่แข็งแรง คนที่น้ำหนักตัวมากเกินไป มีโอกาสเป็นมากขึ้น
    3. การประกอบอาชีพ อาชีพที่ต้องทำงานหนัก โดยเฉพาะการยกของหนัก การทำงานที่ต้องก้มๆ เงยๆ การขับรถทางไกลเป็นประจำ การทำงานกับเครื่องจักรที่สั่นสะเทือน มีโอกาสเกิดความเสื่อมของหมอนรองกระดูกสันหลังเร็วขึ้น หมอนรองกระดูกสันหลังเคลื่อนได้ง่ายขึ้น
    4. การสูบบุหรี่ เพราะบุหรี่มีผลต่อระบบการไหลเวียนเลือด ทำให้กระดูกสันหลังเสื่อมเร็วขึ้น

    การป้องกันที่ดีคือหลีกเลี่ยงปัจจัยเสี่ยงต่างๆ
    เรื่องอายุเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การดูแลสุขภาพที่ดี แม้กระดูกจะเสื่อมไปตามวัย แต่อาจไม่เกิดการตีบแคบของโพรงกระดูกสันหลังและเกิดการกดทับเส้นประสาทที่รุนแรง การฝึกการใช้ร่างกาย การใช้ท่าทางในการทำงานที่เหมาะสม การฝึกบริหารกล้ามเนื้อ เป็นการป้องกันที่ดี ที่ทุกคนพึงปฏิบัติ

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • เมี่ยงคำ : ใบทองหลาง ช้าพลู
    เมี่ยงคำเป็นหนึ่งในอาหารไทยที่รู้จักกันมายาวนาน แต่คนรุ่นใหม่ในปัจจุบันรู้จักน้อยลง เมี่ยงคำ 1 ชุดประกอบด้วย มะพร้าวซอยคั่ว ถั่วลิสงคั่ว หอมแดง ขิง มะนาว พริกขี้หนูสด กุ้งแห้ง น้ำเมี่ยงเมี่ยงคำ และผักที่กินคู่กับเมี่ยงคำ คือ ใบทองหลาง และช้าพลู ซึ่งเป็นเป็นผักพื้นบ้านไทย เมี่ยงคำ 1 คำ มีสารอาหารครบ 5 หมู่ มากด้วยสมุนไพรนานาชนิดให้สรรพคุณทางยาป้องกันโรคมากมาย นอกเหนือจากนี้ยังได้เส้นใยอาหารจากพืชหลากหลาย ช่วยให้ระบบขับถ่ายดี ช่วยขับสารพิษ ช่วยเผาไขมันส่วนเกินออกจากร่างกาย

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • กลุ่มเสี่ยงมะเร็งช่องปาก
    ประเทศไทย แม้ว่ามะเร็งช่องปากจะไม่ใช่มะเร็งที่ติดลำดับต้นๆ ของมะเร็งในประเทศไทย แต่ก็มีข้อน่ากังวลว่า เป็นแล้วหายยาก พบว่าอัตราการรอดชีวิตตํ่ากว่าร้อยละ 30 ดังนั้นผู้ที่อยู่ในกลุ่มเสี่ยงของโรคนี้ควรตรวจโรคนี้ปีละครั้ง หากพบรอยขาว รอยแดงในช่องปาก อย่านอนใจ มิฉะนั้นอาจเป็นเนื้อร้ายได้

    ใครคือกลุ่มเสี่ยงของโรคมะเร็งช่องปาก
    1. ผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไป เพศชายพบมากกว่าเพศหญิง
    2.ปัจจัยเสี่ยงที่สำคัญที่สุดของโรคนี้คือการสูบบุหรี่ รองลงไปคือดื่มเหล้า โดยพบว่าผู้ที่ทั้งสูบบุหรี่และดื่มเหล้าด้วย จะเสี่ยงต่อการเกิดโรคนี้เพิ่มเป็น 15 เท่า
    3. การกินหมาก เคี้ยวยาสูบ อมเมี่ยง เหน็บยาฉุน เป็นประจำ มีการศึกษาพบว่าในผลหมากมีสารก่อมะเร็ง เมื่อเคี้ยวร่วมกับยาเส้นที่มีสารก่อมะเร็งเช่นเดียวกับบุหรี่ จะยิ่งทำให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งช่องปากเพิ่มขึ้นไปอีก
    4. ได้รับแสงแดดโดยตรงบริเวณใบหน้าเป็นประจำ หรือริมฝีปากโดนแดดแรงๆ เป็นประจำ จะเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งที่ริมฝีปาก
    5. มีอนามัยช่องปากไม่ดี พบว่าคนที่เป็นโรคนี้ กลุ่มหนึ่งเป็นผู้ที่ดูแลความสะอาดในช่องปากไม่ดี
    6. ใส่ฟันปลอมที่ชำ รุด ฟันปลอมที่ไม่ถูกสุขลักษณะ
    7. พบว่าการกินผักและผลไม้น้อยเป็นปัจจัยเสี่ยงอย่างหนึ่ง
    8. มีประวัติติดเชื้อไวรัสเอชพีวี : ในกลุ่มที่มีเพศสัมพันธ์ทางปาก (oral sex) จะเสี่ยงต่อการติดเชื้อเอชพีวี ซึ่งนำไปสู่การเป็นมะเร็งช่องปากได้
    9. มีการระคายเคืองในช่องปากเรื้อรังจากฟัน หรือวัสดุอุดฟันที่แตกบิ่นจนเกิดความคม ทำให้ระคายเคืองเนื้อเยื่อในช่องปาก
    10. มีประวัติบุคคลในครอบครัวเคยเป็นมะเร็งบริเวณทางเดินอาหารส่วนบน
    11. มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ขอเชิญเข้าร่วมอบรม
    "การดูแลและเยียวยาตนเองด้วยสมาธิบำบัดแบบ SKT"

    หลักการกำหนดจิต รับรู้ และการเคลื่อนไหว ด้วยลมหายใจ เข้าและออก ซึ่งเป็นตัวขับเคลื่อนด้วยกลไกการทำงานของร่างกายและให้จิตใจมีความสัมพันธ์กัน จึงเป็นที่มาของการป้องกันการเกิดโรคหลายๆ ชนิด วิทยากรโดย รศ.ดร.สมพร กันทรดุษฎี-เตรียมชัยศรี อาจารย์ประจำภาควิชาอาชีวอนามัยและความปลอดภัย คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล

    วันเสาร์ที่ 21 พฤศจิกายน 2558 เวลา 13.30 – 16.30 น. ณ อาคารศูนย์เรียนรู้ สุขภาวะ ชั้น 2 ห้อง 201 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4

    *** มีบันทึกวิดีโอตลอดการบรรยาย ติดตามดูย้อนหลังได้ทางเฟชบุ๊คและเว็บไซต์หมอชาวบ้าน ***

    สมัครเข้าอบรมฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ รับจำนวนจำกัดเพียง 200 ท่าน โดยส่ง ชื่อ-นามสกุล เบอร์โทร และอายุ ส่งมาที่ E-mail: [email protected] หรืือส่ง SMS มาที่เบอร์ 094-095-1635 (ในเวลา 09.00 - 17.00 น.) Line: Folkdoctor, facebook: มูลนิธิหมอชาวบ้าน, เว็บไซต์ www.doctor.or.th

    สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมที่ โทร. 094-095-1635 (ในเวลาราชการ 09.00 - 17.00 น.) จัดโดย โครงการจัดการความรู้สุขภาพผ่านสื่อและเทคโนโลยีออนไลน์ มูลนิธิหมอชาวบ้าน โดยการสนับสนุนของ สสส.

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • มะพร้าว : กลูโคสธรรมชาติ
    พอเอ่ยถึงมะพร้าว ใครๆก็ต้องรู้จัก น้ำมะพร้าวอ่อนนั้นเป็นเครื่องดื่มที่เหมาะสำหรับดื่มแก้ร้อนกระหายน้ำได้ดีในหน้าร้อน นอกจากนี้น้ำมะพร้าวอ่อนยังมีกลูโคสและฟรักโทสในปริมาณมาก ดื่มแล้วทำให้สดชื่น กระชุ่มกระชวย และเนื้อมะพร้าวยังสามารถนำไปปรุงอาหาร ขนมได้อีกมากมาย

    สรรพคุณ :
    - เปลือกมะพร้าวมีรสขม คุณสมบัติเป็นกลาง มีสรรพคุณห้ามเลือด แก้ปวด
    - น้ำมันมะพร้าว แก้กลากเกลื้อน
    - น้ำมะพร้าว รสหวาน แก้ร้อนใน กระหายน้ำ ลดอาการบวม
    - เนื้อมะพร้าว มีรสหวาน คุณสมบัติเป็นกลาง มีสรรพคุณขับพยาธิตัวตืด

    ตำรับยา :
    1. ขับพยาธิตัวตืด พยาธิใบไม้ในลำไส้ ให้กินมะพร้าว 1 ลูก หรือครึ่งลูก ทุกเช้า ตอนท้องว่าง โดยให้กินน้ำมะพร้าวก่อนแล้วค่อยกินเนื้อ หลังจากนั้น 3 ชั่วโมงค่อยกินอาหาร (มีฤทธิ์ไม่แพ้หมากและไม่มีผลข้างเคียง)
    2. เลือดกำเดาออก ใช้เปลือกต้นมะพร้าวจำนวนพอควรต้มกินน้ำ
    3. กลาก ใช้น้ำมันมะพร้าวเคี่ยวให้ร้อน ทิ้งไว้ให้พออุ่น (ไม่ร้อนจนลวกผิวหนัง) ทาบริเวณที่เป็นวันละหลายๆ ครั้ง

    (เครดิตภาพ : ดงละคอน)

    ** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • บริหารสมอง...ด้วยตนเอง
    สมองของเราชอบเรียนรู้เรื่องใหม่ๆ ไม่ชอบความจำเจน่าเบื่อหน่าย ชอบให้เราออกกำลังกาย ชอบความสุข ความเพลิดเพลิน และชอบสิ่งสวยงามจรรโลงใจ การบริหารสมองก็คือการทำกิจกรรมเหล่านี้บ่อยๆ ยิ่งบริหารบ่อย สมองก็ยิ่งแข็งแรง
    1. เปลี่ยนกิจวัตรประจำวันบ้าง อย่าทำอะไรซ้ำซากจำเจไปทุกเรื่อง เคยตื่นขึ้นมาเปิดโทรทัศน์เลย ลองเปลี่ยนเป็นเดินรดน้ำต้นไม้หรือฟังเพลงเพราะๆ บ้าง ลองคิดทำอาหารแปลกๆ ใหม่ๆ แทนการซื้อบ้าง ไม่เคยออกกำลังก็ลองยืดเส้นยืดสายดู หรือเล่นกีฬาที่เหมาะกับร่างกาย
    2. เรียนรู้เรื่องใหม่ๆ เช่น ใช้เส้นทางใหม่ ลองเข้าร้านอื่นบ้างนอกจากร้านเจ้าประจำ อ่านหนังสือแนวอื่นที่ไม่เคยอ่าน เดินทางท่องเที่ยว
    3. ฝึกทักษะที่ไม่เคยทำ เช่น ทำงานฝีมือ งานช่างหรือเย็บปักถักร้อย เรียนดนตรี หรือเล่นกีฬา เป็นต้น
    4. เล่นเกมฝึกสมอง เช่น เกมทายภาพ ปริศนาอักษรไขว้ ปัญหาเชาวน์ หมากฮอส หรือหมากล้อม เป็นต้น
    5. ฝึกความจำ ลองพยายามจำชื่อคน สถานที่ หรือเปิดพจนานุกรมท่องจำศัพท์แปลกๆ ดูบ้าง

    6. ทำสมาธิให้จิตใจรู้สึกสงบผ่อนคลายบ้าง
    7. เวลาทำอะไรก็ตามลองตั้งสติและใส่ใจ ให้รู้ตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่ จะช่วยให้จำได้ดีขึ้น
    8. สนใจเรื่องรอบตัว เช่น ติดตามข่าวสารต่างๆ แสดงความคิดความเห็น หรือ เล่าข่าวให้คนอื่นๆ ฟัง
    9. เข้าสังคม คบหาเพื่อน ทำความรู้จักกับคนใหม่ๆ บ้าง เข้าร่วมสมาคมหรือชมรม ภายในครอบครัวก็อาจจะมีกิจกรรมร่วมกันบ้าง เช่น ไปกินข้าวนอกบ้าน ทำกับข้าวด้วยกัน หรือไปเที่ยว
    10. เปลี่ยนใช้ประสาทสัมผัสอื่นแทนบ้าง อาจจะใช้มือข้างที่ไม่ถนัดหยิบของ เขียนหนังสือ วาดรูป แปรงฟัน กวาดบ้าน เป็นต้น ส่งภาษาท่าทางแทนคำพูด เพื่อกระตุ้นสมอง
    11. ออกกำลังกายเป็นประจำ จะช่วยให้เลือดไหลเวียนไปเลี้ยงสมองดีขึ้น ช่วยกระตุ้นการทำงานของสมอง
    12. มองโลกในแง่ดี มีเมตตา คิดถึงเรื่องดีๆ ให้บ่อยขึ้น ยิ้มบ่อยๆ มีอารมณ์ขันบ้าง ให้ความช่วยเหลือคนอื่น

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว