คลังความรู้สื่อสังคมออนไลน์

  • ว่านกาบหอย : แก้กรดไหลย้อน
    ชื่ออื่นๆ : ว่านหอยแครง ว่านแสงอาทิตย์ ฯลฯ ว่านกาบหอยมักพบปลูกเป็นไม้ประดับหรือปลูกไว้ในสวนยาหรือใส่กระถางปลูกเอาไว้ทำยาตามบ้านเรือน

    สรรพคุณ :
    - ใบ แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้ไอ อาเจียนเป็นเลือด แก้ฟกช้ำภายใน แก้บิดถ่ายเป็นเลือด แก้ปัสสาวะเป็นเลือด แก้กรดไหลย้อน
    - ดอก รสชุ่มชื่น ใช้ขับเสมหะ แก้ไอแห้งๆ แก้อาเจียนเป็นเลือด เลือดกำเดา ห้ามเลือด ปัสสาวะเป็นเลือด แก้ไอเป็นเลือดใช้ต้มกับเนื้อหมูกิน แก้บิดถ่ายเป็นเลือดใช้ต้มน้ำกิน
    - ราก ใช้เป็นยาบำรุงตับและม้ามพิการได้ดี

    ตำรับยา :
    1.แก้กรดไหลย้อน ใช้ใบว่านกาบหอยและใบเตยสด 4-5 ใบอย่างละเท่ากันต้มนํ้าดื่ม หรือนำน้ำที่ได้ผสมนํ้าผึ้ง 1 ช้อนชา นํ้ามะนาว 1 ช้อนชา และเกลือป่นเล็กน้อย ดื่มวันละ 2-3 ครั้ง ติดต่อกัน 3-4 วัน อาการกรดไหลย้อนจะค่อยๆ ดีขึ้น ถ้าให้หายขาดควรดื่มติดต่อกัน 3-6 เดือน
    2.แก้ไอ ร้อนในกระหายน้ำ แก้อาเจียนเป็นเลือด แก้ฟกช้ำภายในเนื่องจากพลัดตกจากที่สูงหรือหกล้มฟาดถูกของแข็ง ใช้ใบสด 3 ใบ ต้มน้ำ ผสมน้ำตาลกรวดเล็กน้อยกิน
    3.แก้หวัด ไอมีเสมหะปนเลือด เลือดกำเดาออก บิดจากแบคทีเรีย ใช้ดอกนี้แห้ง 20-30 กรัม ต้มน้ำกิน

    4.แก้บิด ใช้ต้นสด 120 กรัม น้ำตาล 30 กรัมต้มน้ำกินตอนอุ่นๆ
    5.แก้โรคผิวหนัง ผื่นคัน อันเกิดจากการทำนาใช้คั้นน้ำจากใบของต้นนี้มาทาบริเวณมือและเท้า ปล่อยให้แห้งแล้วค่อยลงไปทำนา โดยทาน้ำคั้นของต้นนี้ 1 ครั้ง ก่อนและหลังลงไปทำนา เป็นการป้องกันมือและเท้าเน่าเปื่อย ถ้ามือและเท้าเน่าเปื่อยแล้วก็ทาน้ำคั้นจากต้นนี้เป็นการรักษาได้เหมือนกัน
    6.ใบ ปิ้งให้แห้งบดเป็นผงผสมน้ำมัน หรือใช้น้ำคั้นจากต้นนี้เคี่ยวกับน้ำมันงา หรือน้ำมันมะพร้าวมาศีรษะทำให้ผมดกดำ และแก้ผมหงอกก่อนวัย
    7.สัตว์เลี้ยงมีบาดแผลเลือดออกหรือฟกช้ำ ใช้ต้นสดตำพอก

    (เครดิตภาพ : jamrat_net, Kai Yan, george, น้อย)

    ** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • เมนูตำลึงริมรั้ว
    ผักริมรั้วที่มีคุณค่าทางอาหารสูง ใช้ประกอบอาหารได้หลายอย่าง ไม่ใช่เมนูจืดๆ แบบแกงจืดเท่านั้น ตำรับแซ่บก็มี เช่น แกงแค แกงโฮ๊ะ ไข่เจียวหมูสับตำลึง ยำตำลึง ก๋วยเตี๋ยวต้มยำตำลึง ฯลฯ หรือจะนำยอดตำลึงนำมานึ่งรวมกับผักกวางตุ้งดอก จิ้มกับน้ำพริกหนุ่ม กินกับข้าวเหนียว (แซ่บหลายเด้อ) ถ้าภาคกลางก็ใช้ยอดตำลึงผัดน้ำมัน กินกับน้ำพริกกะปิก็อร่อย ยอดตำลึงอุดมด้วย วิตามินเอ วิตามินบี 1 วิตามิน บี 2 วิตามินซี แคลเซียม ฟอสฟอรัส ไนอาซิน และเหล็ก นอกจากนี้ตำลึงยังให้เส้นใยอาหารค่อนข้างมาก จึงมีประโยชน์อย่างมากต่อระบบขับถ่าย สรรพคุณทางยา เช่น ช่วยแก้ปวดร้อน แก้เจ็บตา ตาแดง ตาแฉะ แก้โรคผิวหนัง และช่วยลดน้ำตาลในเลือด

    (เครดิตภาพ : คนบ้านป่า, goodmenuthai, กั้งกระดาน, sueko, Toy's style, กรรมกร, GM_Nancy)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • กินอย่างไรเมื่อเป็นโรคเกาต์
    ทุกวันนี้คนจำนวนมากจึงหันมาสนใจและใส่ใจเรื่องอาหารการกินมากขึ้น เพราะรู้ว่ากินไม่ดีมีโอกาสเกิดโรคต่างๆ ได้ง่ายขึ้น แต่ถ้ากินดีกินให้เหมาะสม นอกจากห่างไกลโรคแล้ว หลายโรคยังทุเลาเบาบางได้เช่นกัน แนวปฏิบัติตนในการกินเมื่อเป็นโรคเกาต์ดังนี้

    1.ควรงดอาหารที่มีพิวรีนสูงอย่างเด็ดขาด ซึ่งได้แก่ เครื่องในสัตว์ เนื้อสัตว์ปีก ปลาซาร์ดีน ไข่ปลา น้ำต้มกระดูก น้ำสกัดเนื้อ ผักยอดอ่อน เป็นต้น การกินอาหารที่มีพิวรีนสูงลดลงทำให้ร่างกายได้รับกรดยูริกลดลง
    2.ควรกินอาหารประเภทข้าว-แป้งให้มากพอ (โดยทั่วไปวันละ 8-12 ทัพพี) เพื่อให้ร่างกายได้รับพลังงานเพียงพอในการทำกิจกรรมต่างๆ โดยไม่ต้องเผาผลาญโปรตีนที่มีอยู่ในกล้ามเนื้อเพื่อใช้เป็นพลังงาน
    3.ไม่ควรกินอาหารจำพวกเนื้อสัตว์มากเกินไป ควรกินพอประมาณ ละเว้นอาหารประเภทบุฟเฟต์หมูกระทะ
    4.ดื่มน้ำมากๆ อย่างน้อยวันละ 2-3 ลิตร ช่วยป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมของผลึกกรดยูริก ป้องกันโรคนิ่วในไตได้
    5.หมั่นกินผักและผลไม้ให้มากขึ้น ช่วยให้ปัสสาวะมีภาวะเป็นด่าง ช่วยขับกรดยูริกออกจากร่างกายดีขึ้น อย่างไรก็ตาม คนเป็นโรคเกาต์ควรหลีกเลี่ยงไม่กินผักยอดอ่อนจำพวก กระถิน ชะอม สะเดา เพราะผักเหล่านี้มีสารพิวรีนสูง
    6.หลีกเลี่ยงอาหารที่มีน้ำตาลและไขมันมาก ร่วมกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ เป็นวิธีควบคุมน้ำหนักที่ถูกต้องและเหมาะสม เพราะอาหารเหล่านี้นอกจากจะให้พลังงานสูงแล้ว ยังทำให้ระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือดสูงได้ ซึ่งจะไปขัดขวางการขับกรดยูริกออกจากร่างกายเช่นกัน
    7.งดหรือลดการดื่มเหล้า เบียร์ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ลง เพราะเมื่อร่างกายเผาผลาญแอลกอฮอล์ จะทำให้มีการเพิ่มสารแล็กเทสในเลือด สารนี้จะไปยับยั้งการขับกรดยูริกออกจากไต

    (เครดิตภาพ : travelnan, chiangmainews)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • กะเม็งตัวเมีย : บำรุงตับ บำรุงเลือด
    ชื่ออื่นๆ : กาเม็ง กะเม็ง ห้อมเกี้ยว หญ้าสับ ฯลฯ เป็นพืชขนาดเล็ก ขึ้นได้ตลอดทั้งปี ต้นสูงประมาณ 30-60 ซ.ม. ดอกเล็กสีขาว หากกะเม็งตัวผู้จะดอกใหญ่สีเหลือง มักพบขึ้นเองตามริมทาง ที่ชุ่มชื้นและชื้นแฉะ ที่รกร้างทั่วไป หรือปลูกทำยาก็ได้

    สรรพคุณ มีฤทธิ์บำรุงตับและไต ทำให้เลือดเย็น ห้ามเลือด บำรุงไต แก้อาเจียนเป็นเลือด กระอักเลือด เป็นหนองใน ปัสสาวะเป็นเลือด เป็นบิด ถ่ายเป็นเลือด ลำไส้อักเสบ ตับอักเสบเรื้อรัง โรคผิวหนังผื่นคัน โรคผิวหนังเรื้อรัง บาดแผลจากของมีคม ทำให้คิ้วหนวดดกดำ แก้ผมหงอกเร็ว แก้ปวดเมื่อยบริเวณเอวและหัวเข่า วิธีใช้ส่วนมากจะต้มเอาน้ำดื่ม แต่ห้ามใช้ในผู้ป่วยที่มีภาวะม้ามและไตพร่อง พวกปัสสาวะบ่อยๆ หรือถ่ายเป็นน้ำมากๆ

    ตำรับยา :
    1.แก้ตับอักเสบเรื้อรัง ดีซ่านตัวเหลืองตาเหลือง นำรากมาต้มเอาน้ำกิน
    2.แก้โรคไต นำต้นกะเม็งแบบชนิดแห้ง 1 กำมือ ต้มกับน้ำจนเดือด ดื่มครั้งละ 1 แก้ว เช้า กลางวัน เย็น หรือต้มดื่มน้ำทั้งวันก็ได้ จะช่วยล้างพิษหรือสารตกค้างจากไตจนหมด ทำให้ไตสมบูรณ์ขึ้น
    3.แก้ไอเป็นก้อนเลือด ใช้ต้นสดหนัก 60 กรัม ตำคั้นเอาน้ำมาผสมน้ำอุ่นกิน
    4.แก้เลือดกำเดาออก ใช้ต้นสด 1 กำมือ ล้างให้สะอาดตำคั้นเอาน้ำผสมเหล้าต้มกินหลังอาหารวันละ 2 ครั้ง ขณะมีเลือดออกที่จมูกก็ตำคั้นเอาน้ำซุบสำลีอุดจมูกห้ามเลือดได้ดี
    5.แก้หนองใน ปัสสาวะเป็นเลือด ใช้ใบสดต้นนี้ร่วมกับใบผักกาดน้ำสดๆ อย่างละเท่าๆ กัน หนัก 60 กรัม ตำคั้นเอาน้ำกินวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น

    6.แก้เลือดออกในลำไส้และในปอดหรือมีแผลภายในเลือดออก ใช้เมล็ดต้นนี้ผิงไฟให้แห้งบดเป็นผงผสมน้ำข้าวกินวันละ 6 กรัม หรือใช้ต้นสดหนัก 10 กรัม ผสมน้ำตาลกรวดต้มกิน
    7.แก้บิดถ่ายเป็นเลือด ใช้ต้นแห้งหนัก 30 กรัม ต้มน้ำกิน
    8.แก้บาดแผลมีเลือดออก ใช้ต้นสดตำพอก หรือใช้ต้นแห้งบดเป็นผงโรยที่แผล
    9.แก้ปวดหัวข้างเดียว (ลมตะกัง) ใช้น้ำคั้นจากต้นนี้หยอดจมูก
    10.แก้สตรีที่ตกขาวมาก ใช้ต้นสดหนัก 30 กรัม ต้มกินกับเป็ดหรือหมูก็ได้

    11.แก้ของคลอดเป็นผื่นคัน ใช้ต้นสดหนัก 120 กรัม ต้มเอาน้ำผสมสารส้มชะล้าง
    12.แก้ปวดฟัน ใช้ทั้งต้นผิงไฟไหม้แห้งบดเป็นผง ทาที่เหงือก
    13.แก้คอตีบ ใช้ต้นสดหนัก 60-90 กรัมบดใส่เกลือเล็กน้อยชงน้ำกิน จะขับเสลดออกมา
    14.แก้เด็กปากเปื่อยเจ็บเนื่องจากเชื้อรา ใช้น้ำคั้นจากใบของต้นสด 2 หยด ผสมน้ำผึ้ง 8 หยอดทาแผลเปื่อยเจ็บนั้นบ่อยๆ
    15.แก้ผมหงอกก่อนวัย ใช้น้ำคั้นจากต้นเคี่ยวกับน้ำมันงาหรือน้ำมันมะพร้าวทาศีรษะจะทำให้ผมดกดำและแก้ผมหงอกก่อนวัย

    (เครดิตภาพ : manager, thaipost)

    ** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ลมบ้าหมู
    ลมบ้าหมู หมายถึง โรคลมชักชนิดหนึ่งที่มีอาการเป็นลมหมดสติ และชักกระตุกทั้งตัว ซึ่งจะเป็นอยู่นานไม่กี่นาที แล้วฟื้นคืนสติได้เอง มักจะมีอาการเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว ผู้ที่มีอาการของโรคนี้ควรไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัย หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องต่อเนื่อง ผู้ป่วยก็จะสามารถดำเนินชีวิตเช่นคนปกติทั่วไป แต่ถ้าขาดการรักษา ปล่อยปละให้เกิดอาการชักบ่อยๆ ก็อาจได้รับอันตรายจากอุบัติเหตุขณะเกิดอาการ เช่น ตกจากที่สูง จมน้ำ รถชน เป็นต้น

    รายละเอียด :>> http://bit.ly/1sx8aBv

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • มะเร็งกับสมุนไพร
    การรักษามะเร็งในแผนปัจจุบัน มีทั้งการผ่าตัด ฉายแสง และเคมีบำบัด ซึ่งยาเคมีบำบัดส่วนหนึ่งจะมีสารประกอบที่สำคัญจากสมุนไพร กว่าที่สมุนไพรจะกลายมาเป็นส่วนประกอบของยาเคมีบำบัดนั้น ต้องได้รับการพัฒนาและมีการศึกษาตามขั้นตอนทั้งในระดับหลอดทดลอง สัตว์ทดลอง และในคน จนทำให้ทราบถึงกลไกการออกฤทธิ์ที่ชัดเจน วิธีใช้ และข้อบ่งชี้ได้อย่างถูกต้อง ชัดเจน

    รายละเอียด :>> http://bit.ly/24Ol5Mv

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • น้ำผึ้งรักษาแผล
    ทางการแพทย์แผนปัจจุบันได้ยอมรับการนำนํ้าผึ้งมาใช้รักษาแผล ทั้งแผลสดและแผลเปื่อย (เรื้อรัง) โดยการทำแผลให้สะอาด เช่น ถ้าเป็นแผลสดหากมีดินทรายเปรอะเปื้อน แรกสุดให้ฟอกล้างด้วยน้ำกับสบู่ให้เศษดินทรายออกเสียก่อน ใช้สำลีหรือผ้ากอซเช็ดแผลให้แห้ง แล้วใช้นํ้าผึ้งทาลงบนเนื้อแผล ปิดด้วยผ้ากอซ วันต่อไปเปิดทำแผลรอบใหม่ ให้ใช้นํ้าเกลือหรือนํ้าสุกชะเนื้อแผล (ไม่ควรใช้นํ้ายาฆ่าเชื้อ เช่น แอลกอฮอล์ โพวิโดนไอโอดีน ชะถูกเนื้อแผล แต่อนุโลมให้ชะบนผิวหนังรอบๆ แผลได้ ทั้งนี้ เพราะนํ้ายาเหล่านี้จะทำลายเซลล์หรือเนื้อเยื่อในแผล อาจทำให้แผลหายช้าได้) แล้วใช้นํ้าผึ้งทาบนเนื้อแผลแล้วปิดด้วยผ้ากอซทำแผลวันละ 1-2 ครั้ง จะสังเกตว่าเนื้อแผลจะแดง ไม่มีหนองหรือการติดเชื้อและเซลล์ผิวหนังจะงอกจากขอบแผลเข้ามาปกคลุมเนื้อแผลในเวลาไม่กี่วัน

    เหตุผลที่นํ้าผึ้งมีสรรพคุณสมานแผลได้ดี ก็เนื่องมาจากความเข้มข้นของนํ้าผึ้ง จะทำให้เชื้อโรคฝ่อตายตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ที่ว่า สิ่งที่มีความเข้มข้นกว่า (เช่น นํ้าผึ้ง) จะดูดสารนํ้าจากสิ่งที่เข้มข้นน้อยกว่า (เช่น เชื้อโรค) ดังที่ภาษาหมอเรียกว่า ‘osmoticpressure’ อนึ่ง หากไม่มีนํ้าผึ้ง สามารถใช้นํ้าเชื่อมเข้มข้นแทน โดยผสมนํ้าตาลทราย 1 กก. ต่อนํ้า 1 ลิตร เคี่ยวให้กลายเป็นนํ้าเชื่อมก็ได้

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • มะหาด
    ชื่ออื่นๆ : กาแย ขนุนป่า ตาแป ตาแปง มะหาดใบใหญ่ หาดหนุน หาด ปากหาด ฯลฯ ต้นมะหาดพบทั่วไปในที่กึ่งโล่งแจ้ง ป่าเต็งรัง ป่าดิบ ป่าเบญจพรรณ หัวไร่ปลายนาทั่วไป ถือเป็นผลไม้พื้นบ้านช่วงหน้าร้อน มีให้กินปีละครั้งเท่านั้น ติดผลช่วงมีนาคม - พฤษภาคม ผลสุกสีเหลือง รูปร่างกลมแป้น ทรงบิดๆ เบี้ยวๆ ผิวเปลือกมะหาดขรุขระ แต่เนื้อในผลนุ่ม รสชาติหวานอมเปรี้ยวหอมอร่อย

    (เครดิตภาพ : อีเกียแดง {แห่งรัตติกาล}, อนัตตา, nusita_angel, Krujumin, วิฬาร)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ผิวหน้าสวย...ด้วยมะเขือเทศ
    มะเขือเทศ มีสรรพคุณช่วยเพิ่มความชุ่มชื้น ทำให้ผิวหนังสดชื่น ป้องกันผิวจากอนุมูลอิสระ ทำให้หน้าขาวขึ้น น้ำคั้นจากผลมะเขือเทศมีวิตามินหลายชนิด มีฤิทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ช่วยสมานแผล ช่วยล้างผิวหน้าให้สะอาดนุ่มนวล ปรับสภาพผิวแห้งกร้าน และคืนสภาพผิวให้ผิวหน้าชุ่มชื้น การเตรียมมะเขือเทศ สามารถใช้มะเขือเทศสุกได้ทั้งลูกโดยไม่ต้องปอกเปลือก ควรล้างให้สะอาด

    วิธีการใช้
    - วิธีที่ 1 ฝานมะเขือเทศวางบนใบหน้าสักครู่ จะช่วยให้ใบหน้าสะอาดและดูเต่งตึงเปล่งปลั่งขึ้น
    - วิธีที่ 2 มะเขือเทศปั่นผสมกับข้าวโอ๊ตหรือรำข้าว พอกหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาทีแล้วล้างออก
    - วิธีที่ 3 เนื้อมะเขือเทศสุกบดละเอียด ลูบไล้ปลายหางตาจะลดการเหี่ยวย่น ป้องกันการเกิดริ้วรอยตีนกา ต้องทำทุกวันจึงจะเห็นผล
    - วิธีที่ 4 มะเขือเทศสุกบดละเอียด ผสมน้ำนมสดเป็น beauty mask พอกหน้าทิ้งไว้ 15-20 นาที ควรพอกเป็นประจำจะทำให้ผู้ที่มีหน้าดำเป็นจุดๆ ค่อยๆ ขาวขึ้น ช่วยทำให้ผิวหน้าสะอาดขึ้น

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • โรคลมอัมพาต
    โรคลมอัมพาตหมายถึง อาการแขนขาซีกหนึ่งอ่อนแรง หรือเป็นอัมพาตขึ้นฉับพลัน มักมีสาเหตุได้หลากหลาย ควรรีบพาผู้ป่วยไปตรวจรักษาที่โรงพยาบาลทันที หากได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที ก็อาจจะช่วยให้หายเป็นปกติหรือลดความรุนแรงลงได้ พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ ผู้ป่วยความดันเลือดสูง เบาหวาน ไขมันเลือดสูง คนอ้วน ผู้ที่สูบบุหรี่ หรือดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์จัด

    รายละเอียด :>> http://bit.ly/1vBhfue

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว