คลังความรู้สื่อสังคมออนไลน์

  • วิถีบ้านเรา : มะม่วงกะล่อน
    มะม่วงพื้นบ้านขนาดผลเล็กแป้น มักพบตามหัวไร่ปลายนา ริมรั้วบ้านตามชนบท ผลมักสุกคาต้น ช่วงที่ฝนตก ลมพายุแรงๆ ผลสุกจะร่วงหล่นได้ง่าย การเก็บหาชาวบ้านก็รอช่วงที่ฝนหยุดหรือพายุสงบ หรือจะปีนขึ้นต้นไปเขย่าก็ได้เก็บผลสุกที่ร่วงหล่น ด้วยความที่มะม่วงกล่อนมีกลิ่นหอมหวานเป็นเอกลักษณ์ จึงดึงดูดเย้ายวนทั้งคนและฝูงวัวควายสัตว์เลี้ยงต่างรุมล้อมโคนต้น การกินจะกัดกินทั้งเปลือกก็ได้ หรือนำปอกเปลือกเอาเฉพาะเนื้อกินคลุกกับข้าวเปล่าก็อร่อยหอมหวาน และหากมีจำนวนมากๆ ชาวบ้านจะนำมานำมาแปรรูปเป็นมะม่วงแผ่นหรือส้มแผ่น ซึ่่งขายได้ราคาแพง เนื่องจากปัจจุันมะม่วงกะล่อนหากินได้ยากนั่นเอง

    (เครดิตภาพ : phitsanulokhotnews, ลาเต้แก้วหญ่ายๆ, พรธิดา)

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ดุสิตา
    ชื่่ออื่น : หญ้าข้าวก่ำน้อย ดอกขมิ้น หญ้าเข็ม ฯลฯ พืชล้มลุกอายุสั้นปีเดียว ขึ้นเป็นกอเล็กๆ ใบที่ข้อใกล้โคนต้นเป็นถุงดักจับแมลงขนาดเล็กเป็นอาหาร ดอกมีสีม่วงเข้มบานช่วงหน้าหนาวตามทางเดินและลานหินเป็นท้องทุ่งสีม่วงสวยงามมาก พบตามพื้นที่โล่งและชุ่มชื้นในภาคอีสาน สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ได้พระราชทานนาม "ดุสิตา" เป็นชื่อไทยของพันธุ์ไม้ชนิดนี้ เมื่อครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จจังหวัดสกลนคร สรรพคุณทางยา หมอพื้นบ้านอีสาน ใช้ทั้งต้นต้มน้ำดื่มเป็นยาบำรุงเลือด

    (เครดิตภาพ : natureman, qsbg_org, manager_co_th, suwaree, tourismthailand)

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • แกงกะหรี่ไก่
    ผงกะหรี่ เป็นผงเครื่องเทศที่ครัวของหลายชาติใช้ในการทำแกงกะหรี่ ทั้งแกงกะหรี่ไทย เวียดนาม ญี่ปุ่นแม้กระทั่งอินเดียที่เป็นของแท้ดั้งเดิม "กะหรี่" เป็นภาษาทมิฬ ที่ชาวอินเดียใต้เรียกแกงเผ็ดชนิดน้ำข้น แต่ละประเทศจะมีชื่อเรียกเฉพาะกันไป สูตรเครื่องแกงจึงมีหลากหลายมากมาย ผงกะหรี่ มีเครื่องเทศหลักเป็น ลูกผักชี ยี่หร่า ขมิ้น และลูกซัด นอกนั้นเป็นเครื่องเทศที่ใช้ปรับปรุงรสและกลิ่นเพิ่มเติม ได้แก่ เปลือกพริกเผ็ด เปลือกพริกแดง พริกไทย กระวาน กานพลู แกงกะหรี่มีทั้งแบบแขกและแบบจีน ลักษณะแกงจะข้นๆ สีเหลืองผงกะหรี่ แต่ไม่เผ็ดร้อนมากนัก กินกับต้นหอมและพริกชี้ฟ้าซอย

    (เครดิตภาพ : บ่งบ๊ง, kuky)

    วิธีทำ:>> http://bit.ly/1JZB5GN

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ตะขบ
    ชื่ออื่นๆ : ตะขบบ้าน ตะขบไทย ฯลฯ ผลไม้พื้นบ้านริ้มรั้ว มักพบขึ้นตามที่รกร้างว่างเปล่า ริ้มรั้วทั่วไป ผลสุกสีแดง รสหวาน ที่ให้เส้นใยอาหารสูง มีแร่ธาตุที่จำเป็นต่อร่างกาย เช่น โพแทสเซียม แคลเซียม และฟอสฟอรัส ตะขบจะมีสารที่ให้สีแดงคือสารไลโคปีน กรดเอลลาจิก แอนโธไซยานิน และกรดแกลลิก ที่ช่วยทำให้ระบบการทำงานของต่อมลูกหมากดีขึ้น ทั้งยังเป็นสารต้านอนุมูลอิสระช่วยป้องกันการเกิดโรคมะเร็งหลายชนิด รวมถึงปกป้องเซลล์จากการถูกทำลายจากสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะช่วยดูแลหัวใจ นอกจากนี้ แพทย์แผนไทยยังใช้ตะขบในการรักษาอาการไข้ และเป็นยาบำรุงกำลังอีกด้วย

    ล่าสุดทางสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประสบความสำเร็จในการวิจัยและพัฒนา “ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากสารสกัดตะขบ” พบว่ามีการออกฤทธิ์ช่วยเพิ่มความทนทานของกล้ามเนื้อ ช่วยลดความอ่อนล้าของกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อสามารถทำงานได้ทนทานขึ้น ใช้บริโภคเสริมอาหารเพื่อช่วยให้เกิดความแข็งแรงทนทานของกล้ามเนื้อดีขึ้น เมื่อมีการทำงานหนัก หรือออกกำลังกายเพื่อพัฒนากล้ามเนื้อให้แข็งแรงเร็วขึ้น เหมาะอย่างยิ่งสำหรับผู้เริ่มออกกำลังกายใหม่ ผู้ฝึกฝนร่างกายเพื่อให้สมรรถภาพร่างกายดีขึ้นหรือนักกีฬา

    (เครดิตภาพ : wut, กานดาน้ำมันมะพร้าว, axiom_solution, Insignia_Museum, ลุงวุฒิ, สวนอีสานล้านนา, ไทยรัฐ, แม่ขนตางอน, manager)

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ลูกหว้า : ช่วยยับยั้งมะเร็ง
    ผลไม้ที่เมื่อสุกจะมีผลสีม่วงเข้มจนถึงดำคล้ายองุ่นรสชาติจะออกหวานและ มีรสฝาดเล็กน้อย นิยมนำมาทำแปรรูปเป็นน้ำลูกหว้า เยลลี่ และแยม สารที่มีอยู่ในลูกหว้าจะเป็นสารกลุ่มแอนโธไซยานิน (ไซยานิดิน) กรดเอลลาจิก กรดเฟอรูลิก ซึ่งสารกลุ่มนี้จะมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ต้านฤทธิ์ของสารก่อมะเร็งโดยพบว่า สามารถยับยั้งเซลล์มะเร็งลำไส้ มะเร็งช่องปาก และมะเร็งเต้านมได้

    (เครดิตภาพ : เกษม ฯ, บ่งบ๊ง, noknoy, แมงปอ13, สมาชิกหมายเลข 875070, bankcnx, pharmacy_mahidol_ac_th)

    ** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • “ผู้สูงอายุ” กับการ “ตรวจร่างกาย”
    โรคที่อาจตรวจพบในผู้สูงอายุ เช่น ความดันโลหิตสูงจากการวัดความดันโลหิตที่ต้นแขน ซึ่งรวมถึงโรคที่ตรวจจากการซักประวัติ เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน ภาวะกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ใช้ยาอย่างไม่เหมาะสมจนเกิดภาวะข้างเคียง ไม่สามารถที่จะออกไปพบปะสังคมกับผู้อื่น หกล้มบ่อยๆ ภาวะทุพโภชนาการ และมะเร็งเต้านม

    การตรวจทางห้องปฏิบัติการ ประกอบไปด้วยการตรวจเลือด การตรวจปัสสาวะและอุจจาระ โดยทั่วไปด้วยวิธีการเหล่านี้พบว่าสามารถตรวจพบโรคที่ซ่อนเร้นอยู่ในผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชนได้เพียง 2-3% การตรวจทางห้องปฏิบัติการจึงจำเป็นต้องปฏิบัติคู่ไปกับการซักประวัติและการตรวจร่างกายจากแพทย์เสมอ โรคที่พบได้บ่อยจากการตรวจทางห้องปฏิบัติการ ได้แก่ ภาวะโลหิตจาง ภาวะไขมันในเลือดสูง เบาหวาน การติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ ภาวะเลือดออกในทางเดินอาหาร (เช่น มะเร็งลำไส้ใหญ่ โดยการตรวจเลือดในอุจจาระ) ต่อมไทรอยด์ทำงานลดลง ความผิดปกติของเกลือแร่ในกระแสเลือด โดยเฉพาะผู้ที่ได้ยาขับปัสสาวะหรือยาแก้ปวดข้อ

    การตรวจทางหู ภาวะหูหนวก หูตึง พบได้บ่อยมากถึงราว 25-35% ในผู้สูงอายุ และพบมากขึ้นตามอายุที่เพิ่มมากขึ้น สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดในผู้สูงอายุได้แก่ ภาวะประสาทหูเสื่อมจากอายุ หูชั้นนอกอุดกั้นจากขี้หูอุดกั้น ภาวะประสาทหูเสื่อมจากการได้ยินเสียงดังมากๆ ในอดีต

    การตรวจทางตา ผู้สูงอายุที่อยู่ในชุมชนราว 10% จะมีโรคทางตาหรือความสามารถในการมองเห็นลดลงซ่อนเร้นอยู่ สาเหตุที่พบบ่อยมากที่สุด ได้แก่ ต้อกระจก ต้อหิน ภาวะประสาทจอรับภาพเสื่อม โดยเฉพาะในคนที่มีอายุมากๆ ภาวะสายตาสั้นหรือยาวผิดปกติ

    ผู้สูงอายุที่มีต้อหิน ส่วนหนึ่งจะค่อยเป็นค่อยไป มักจะมาพบแพทย์ต่อเมื่อสายตามัวลงมากแล้ว จนไม่สามารถแก้ไขกลับคืนมาได้ ถ้าสามารถได้รับการรักษาตั้งแต่เริ่มแรก อาจป้องกันภาวะตาบอดได้ ส่วนอีก 3 โรคที่เหลือ อาจทำได้คร่าว ๆ โดยการวัดสายตา โดยให้ผู้สูงอายุอ่านภาพตัวอักษรที่ห่างออกไป 6 เมตร ถ้าพบว่ามีความผิดปกติ แพทย์ก็จะส่งตัวผู้ป่วยไปพบจักษุแพทย์ต่อไป

    นอกจากนี้มีการตรวจโรคผิวหนัง เหงือกและฟัน สุขภาพจิต การตรวจภายในเกี่ยวกับอวัยวะสืบพันธุ์สตรี และสุขภาพจิต ทุกคนได้รับการตรวจไม่เหมือนกัน แต่โดยรวมๆ มีการซักประวัติและคัดกรองว่าควรตรวจอะไรบ้าง

    (เครดิตภาพ : รพ.สุราษฎร์ธานี)

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • สิ่งแวดล้อมเพื่อการเยียวยา
    คนเราเมื่ออยู่ในภาวะคับขัน ย่อมต้องการใครสักคน หรือสิ่งยึดเหนี่ยวเพื่อเป็นที่พึ่ง คนเจ็บไข้ได้ป่วยที่ต้องมาโรงพยาบาลก็เช่นเดียวกัน ย่อมต้องการที่พึ่งทั้งคน บรรยากาศและสิ่งแวดล้อมที่เยียวยาทั้งร่างกายและจิตใจ (เครดิตภาพ : chedtha)

    รายละเอียด :>> http://bit.ly/1hbwbct

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • มะระขี้นก : ขม ขรุขระ ชนะเบาหวาน
    ผักพื้นบ้านคนไทยทุกภาค นำยอดอ่อนและผลอ่อนมาปรุงเป็นอาหารโดยนำมาลวกเป็นผักจิ้ม อาจจะนำไปผัดหรือแกงร่วมกับผักอื่น มีวิตามินเอและซีสูง ใช้รักษาโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเลือด มะระขี้นกจึงเป็นสมุนไพรคู่ใจผู้ป่วยเบาหวาน ใช้ได้ทั้งน้ำคั้น ชงเป็นชา หรือกินในรูปแบบของแคปซูล ผงแห้ง

    ตัวอย่างตำรับยาเบาหวาน
    - ตำรับยา 1 : น้ำคั้นสด นำผลมะระขี้นกสด 8-10 ผล นำเมล็ดในออก ใส่น้ำลงไปเล็กน้อย ปั่นให้ละเอียด กรองกากออกจะได้น้ำดื่มประมาณ 100 มิลลิลิตร (หรือกินทั้งกากก็ได้) กินทุกวันติดต่อกัน แบ่งกินวันละ 3 เวลา
    - ตำรับยา 2 : ทำเป็นชา นำเนื้อมะระผลเล็ก (มีตัวยามาก) ผ่านำเมล็ดออก หั่นเนื้อมะระเป็นชิ้นเล็กๆ ตากแดดให้แห้ง แล้วนำมาชงกับน้ำเดือด (มะระ 1-2 ชิ้น น้ำ 2 ถ้วย) ดื่มเป็นน้ำชา ครั้งละ 2 ถ้วย วันละ 3 เวลา หรือจะต้มน้ำดื่มก็ได้ หรือใส่กระติกน้ำร้อนต้มดื่มเป็นกระติกปริมาณมากก็สะดวกดื่มไปเรื่อยๆ แทนน้ำเป็นเวลาประมาณ 3 สัปดาห์ ไม่เกิน 1 เดือนก็เห็นผลให้
    - ตำรับยา 3 : ทำเป็นแคปซูลหรือลูกกลอน กินมะระขี้นก 500-1,000 มิลลิกรัม วันละ 1-2 ครั้ง

    ** ข้อควรระวังคือ คนท้อง เด็กและคนที่มีน้ำตาลในเลือดต่ำไม่ควรกิน

    (เครดิตภาพ : narongrits, ปลายแป้นพิมพ์, ลาดพร้าวซอยสิบสอง, หนูกิ่งเจ้า, guitarcake)

    ** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • สลัดไก่น้ำใส
    คุณค่าโภชนาการของสลัดไก่น้ำใสให้ไขมันน้อย และให้โปรตีนค่อนข้างดี นอกจากนี้ยังให้เส้นใยอาหารช่วยให้การขับถ่ายดีขึ้น รวมทังวิตามินและเกลือแร่ที่จำเป็นต่อร่างกาย

    ส่วนประกอบ : 1.ผักกาดแก้ว 3 ถ้วยตวง 2.กะหล่ำปลีม่วง 3/4 ถ้วยตวง 3.แครอต 3/4 ถ้วยตวง 4.พริกหวาน 4 ช้อนโต๊ะ 5.มะเขือเทศ 5 ช้อนโต๊ะ 6.เนื้อไก่สุกฉีกฝอย 6 ช้อนโต๊ะ ส่วนประกอบน้ำสลัด (ประมาณ 6 ช้อนโต๊ะ) : 1.เกลือปน 4/5 ช้อนชา 2.น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ 3.พริกไทยขาวป่นเล็กน้อย 4.งาดำ 1 ช้อนโต๊ะ 5.น้ำมันพืช 1 ช้อนโต๊ะ 6.น้ำมะนาว 2/3 ช้อนโต๊ะ

    วิธีทำ
    1.นำเกลือ น้ำตาลทราย พริกไทยป่น งาดำ ผสมรวมกัน เติมน้ำมะนาว น้ำมันพืช คนให้ละลายเข้ากันดี
    2.ล้างผักให้สะอาด หั่นผักกาดแก้ว พริกหวานมะเขือเทศเป็นชิ้น หั่นกะหล่ำปลีม่วงและแครอตให้เป็นฝอย นำผักจัดใส่จาน โรยด้วยเนื้อไก่สุกฉีกฝอย ราดด้วยน้ำสลัด 2 ช้อนโต๊ะ

    เคล็ดลับ
    1.เลือกผักได้ตามชอบ และควรเลือกผักให้หลากสี ที่สำคัญต้องล้างให้สะอาด
    2.ควรใช้น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันรำข้าว น้ำมันข้าวโพด น้ำมันมะกอก หรือน้ำมันดอกทานตะวัน เป็นส่วนประกอบสำหรับทำน้ำสลัดซึ่งจะให้กรดไขมันจำเป็นที่มีประโยชน์ต่สุขภาพ
    3.อาจเปลี่ยนเนื้อสัตว์ เป็นเนื้อหมู เนื้อปลา หรือกุ้งได้ตามชอบ

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ดูแลและป้องกันโรคหลอดเลือดขาตีบ
    ลองสังเกตตัวเองว่าคราใดที่เดินเร็วๆ หรือเดินถือของหนักๆ จะมีอาการปวดน่องข้างขวาเมื่อเดินได้ราว 200 เมตร ถ้าฝืนเดินต่อ ก็จะปวดมากขึ้นจนแทบเดินกะเผลก ทำให้ต้องหยุดพักหรือเดินช้าๆ ก็จะทุเลาปวด ในใจก็คิดว่า น่าจะเป็นอาการปวดกล้ามเนื้อน่องจากการขาดเลือด เพราะหลอดเลือดแดงขาตีบ ดังที่ทางแพทย์เรียกว่า “อาการปวดน่องจากการขาดเลือดเป็นพักๆ (intermittent claudication)”

    การดูแลรักษาและป้องกันตนเองสำหรับโรคหลอดเลือดขาตีบ
    1. ควบคุมโรคเรื้อรังที่เป็นให้ดี เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูงหรือผิดปกติ โดยการรักษาอย่างจริงจัง กินยาและปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์ ซึ่งแพทย์จะคอยติดตามตรวจเช็กอาการและภาวะที่อาจพบร่วม เช่น โรคหลอดเลือดหัวใจตีบตัน โรคหลอดเลือดสมองตีบตัน
    2. ควบคุมน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
    3. ไม่สูบบุหรี่
    4. กินอาหารสุขภาพ เน้นปลา ผัก และผลไม้ให้มาก ลดอาหารหวาน มัน เค็ม
    5. หมั่นออกกำลังกายด้วยการเดิน เดินด้วยจังหวะที่เร็วพอควรจนเมื่อรู้สึกมีอาการปวดขาในระดับพอประมาณ ให้หยุดเดินจนกว่าจะหายปวด (ประมาณ 2-3 นาที) แล้วเดินต่อ เมื่อปวดอีก ก็หยุดพัก เดินๆ หยุดๆ เช่นนี้ติดต่อกันนาน 30-45 นาที สัปดาห์ละ 4-5 ครั้งเป็นอย่างน้อยจะช่วยให้มีเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อขาได้มากขึ้น สังเกตผลลัพธ์ที่เกิดขี้น คือสามารถเดินได้ระยะนานขึ้น วิธีนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการในระยะแรกเริ่มคือมีเพียงอาการปวดขาเวลาเดินได้สักพัก โดยขาแข็งแรง ไม่มีอาการชาหรืออ่อนแรง และยังไม่มีความผิดปกติอื่นๆ การออกกำลังกายด้วยการเดินยังช่วยควบคุมน้ำหนัก และโรคเรื้อรังที่เป็นอยู่ และยังส่งเสริมสุขภาพกาย จิตและสมอง
    6. หลีกเลี่ยงการใช้ยากลุ่มสูโดเอฟีดรีน (pseudoephedrine) ซึ่งนิยมใช้รักษาโรคหวัด คัดจมูก โรคภูมิแพ้ ไซนัสอักเสบเนื่องเพราะอาจทำให้หลอดเลือดตีบมากขึ้น ปวดขามากขึ้น
    7. หมั่นดูแลเท้าไม่ไห้เกิดแผล (เช่น ระมัดระวังในการตัดเล็บ สวมใส่รองเท้าที่พอดีกับเท้า ระวังไม่ให้ถูกของมีคมบาด) เพราะหายยากเนื่องจากขาดเลือดไปเลี้ยง
    8. หากมีอาการผิดปกติ เช่น มีแผลที่เท้า เจ็บหน้าอก แขน-ขาชาหรืออ่อนแรง ควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็ว
    9. ถึงแม้ไม่มีอาการปวดขาเวลาเดิน ก็ควรไปปรึกษาแพทย์ เพื่อตรวจกรองโรคนี้ในกรณีใดกรณีหนึ่งดังต่อไปนี้
    - มีอายุมากว่า 70 ปี
    - มีอายุมากกว่า 50 ปี และเป็นเบาหวาน หรือสูบบุหรี่
    - มีอายุน้อยกว่า 50 ปี แต่เป็นเบาหวานและปัจจัยเสี่ยงอื่นร่วมด้วย เช่น ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง อ้วน เป็นต้น
    10. การป้องกัน หมั่นออกกำลังกาย ไม่สูบบุหรี่ มีน้ำหนักตัวปกติ มีโรคประจำตัวต้องรักษา กินอาหารสุขภาพ

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว