คลังความรู้สื่อสังคมออนไลน์

  • เจ็บไหล่...ไหล่ติด...ข้อไหล่ติดแข็ง
    อาการข้อไหล่ติด หรือข้อไหล่ติดแข็ง มักพบหลังจากมีการเจ็บของข้อไหล่ ซึ่งอาจเจ็บอยู่เป็นสัปดาห์ หรือเป็นเดือน เมื่ออาการเจ็บทุเลาลง จะตามมาด้วยการยกแขนได้ไม่ดีเหมือนเดิม ซึ่งจะรบกวนการทำกิจกรรมในชีวิตประจำวัน เช่นหยิบของจากหิ้งสูง รูดซิปเสื้อหรือกระโปรงซึ่งอยู่ด้านหลัง หรือดึงกระเป๋าใส่เงินจากกระเป๋าหลังของกางเกง แต่ถ้าท่านได้รู้จักปฏิบัติตนตั้งแต่เริ่มมีอาการเจ็บหัวไหล่ในช่วงแรก โดยไม่ปล่อยปละละเลยจะทำให้อาการไม่ลุกลามจนเป็นมาก และเสียเวลาเพื่อรักษาอาการข้อไหล่ติดแข็ง

    รายละเอียด :>> http://bit.ly/1SjeaED

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ไมยราบ : วัชพืชมากคุณค่า
    ชื่ออื่นๆ : ระงับ หญ้าจิยอบ กาเสดโคก กะทืบยอด หนามหญ้าราบ ฯลฯ พืชที่หลายคนมองเป็นวัชพืชไร้คุณค่า แต่สรรพคุณทางยามากมาย เช่น ช่วยขับเสมหะ แก้หลอดลมอักเสบเรื้อรัง แก้ระบบการย่อยอาหารของเด็กไม่ดี บำรุงกระเพาะอาหาร แก้ริดสีดวงทวาร ขับระดูขาว ขับโลหิต แก้เริมงูสวัด โรคพุพอง ไฟลามป่า ช่วยชำระล้างและกระชับจุดซ่อนเร้น ลดน้ำตาลในเลือด คลายเครียด ฯลฯ

    วิธีใช้
    - แก้งูสวัดและเริม ตำตำให้ละเอียดผสมเหล้า แล้วคั้นเอาน้ำ ทาวันละ 3-4 ครั้ง
    - แก้อาการลมพิษ ใช้ต้นไมยราบตำผสมเหล้าโรง ทาบริเวณที่เป็นลมพิษ
    - แก้แผลมีหนอง นำใบมาตำใส่ข้าวสุก เกลือ 1 เม็ด พิมเสน 2-5 เกล็ด ตำให้ละเอียด พอกแผลที่มีหนอง พอกหัวฝี
    - แก้เบาหวาน นำไมยราบทั้งต้น ผสมกับต้นครอบฟันสี (หรือเรียกอีกชื่อว่าต้นครอบจักรวาล) เอาอย่างละเท่าๆ กัน หั่นให้เป็นฝอย ตากแดดให้แห้ง คั่วไฟอ่อนๆ ต้มน้ำดื่มหรือชงชา
    - แก้ตกขาว ใช้ไมยราบ หญ้าหวาดหลุบ(หญ้าคมปาว) นำทั้งสองอย่างนี้มาต้มดื่ม และต้มอาบ
    - บำรุงสตรีหลังคลอด นำรากสดของไมยราบ ประมาณ 3-5 ราก มาต้มน้ำดื่ม ครั้งละประมาณครึ่งแก้วน้ำชา ดื่มวันละ 2-3 ครั้ง
    - แก้นิ้ว ขับปัสสาวะ บวม นำไมยราบทั้งห้า มาต้มดื่ม
    - แก้แมลงสัตว์กัดต่อย นำใบมาขยี้แล้วแปะตรงที่มีอาการ
    - ชำระล้างจุดซ่อนเร้นทำให้กระชับขึ้น สำหรับผู้หญิง นำไมยราบทั้งห้า ล้างน้ำให้สะอาด แล้วนำมาหั่น ตากแดดให้แห้ง ใช้ประมาณ 5 กรัม ต้มน้ำประมาณ 100 ซีซี ลดไฟลง ต้มต่อไปอีกประมาณ 15 นาที จากนั้นกรองเอาน้ำไว้ใช้ล้างจุดซ่อนเร้น ช่วยให้กระชับและดับกลิ่น
    - ลดคอเลสตอรอล น้ำตาลในเลือด คลายเครียด ใช้ทุกส่วนมาหั่นแล้วคั่วไฟอ่อนๆ นำไปชงชาดื่ม

    ข้อควรระวัง
    - ไม่ควรรับประทานต่อเนื่องกันเป็นเวลานานเพราะมีฤทธิ์ต่อสมองส่วนกลาง
    - ไม่ควรใช้ในสตรีที่มีครรภ์และหญิงให้นมบุตร
    - ไม่ควรใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี

    (เครดิตภาพ : abhaiherb, george, clgc_rdi)

    ** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • คลิปวิดีโอสุขภาพ (1/2)
    "ปรับสมอง เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน...ความสุขเกิดได้ง่าย"
    ร่วมเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เพื่อสร้างความสุขอย่างยั่งยืน วิทยากรโดย รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ประธานกรรมการมูลนิธิหมอชาวบ้าน จัดโดยโครงการจัดการความรู้สุขภาพผ่านสื่อและเทคโนโลยีออนไลน์ มูลนิธิหมอชาวบ้าน สนับสนุนโดย สสส.
    https://www.youtube.com/watch?v=9_t0l2ECT7E

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • การนอนกัดฟัน (bruxism)
    การนอนกัดฟัน (bruxism) เป็นการขบเคี้ยวฟันที่ไม่ใช่การทำงานตามหน้าที่ที่ถูกต้อง อาจเกิดขึ้นในขณะนอนหลับ หรืออาจเกิดขึ้นได้ในเวลากลางวัน ขณะที่นั่งทำงานเผลอๆ หรือในขณะที่มีความเครียด มักเกิดขณะที่นอนหลับไม่ลึก หรือหลับไม่สนิท การใช้ฟันขบเขี้ยวเคี้ยวกันในเวลาที่ไม่ได้กินอาหาร เชื่อว่าเป็นการทำงานที่ไม่ถูกต้องทั้งสิ้น และไม่เกิดผลดีใดๆ มีแต่ผลเสียต่างๆ ดังนี้

    อาการนอนกัดฟันที่เกิดขึ้นมานั้น อาจจะไม่มีผลเสียใดๆ ต่อโครงสร้างต่างๆ ภายในช่องปากเลย หรืออาจจะทำให้เกิดอาการต่างๆ ขึ้นได้มากมายเลยก็ได้ อาการที่มักจะเกิดเมื่อมีอาการนอนกัดฟัน คือ ฟันสึกอย่างรุนแรง เกิดอาการปวด ตึง หรืออ่อนแรงของกล้ามเนื้อ เกิดความผิดปกติที่ข้อต่อขากรรไกร อาการปวดศีรษะ อาจพบว่าในผู้ที่ใส่ฟันปลอมแบบติดแน่นอยู่ ฟันปลอมที่ใส่อาจจะถูกทำลายลงในระยะเวลาเพียง 6-9 เดือน อ้าปากไม่ขึ้น มีเสียงดังที่ข้อต่อขากรรไกรขณะอ้าหรือหุบปาก ซึ่งอาการต่างๆ เหล่านี้อาจเกิดขึ้นเพียงอาการใดอาการหนึ่ง หรือเกิดพร้อมๆ กันทุกอาการเลยก็ได้

    สาเหตุของโรคนั้นเกิดจากมีสิ่งกีดขวางการทำงาน ของฟันในขณะบดเคี้ยว สิ่งกีดขวางเหล่านี้จะเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดการกัดฟันหรือขบเขี้ยวเคี้ยวฟันขึ้น หรืออาจเกิดจากโรคปริทันต์ที่มีการเจ็บปวดพื้นผิวของริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม เป็นต้น อีกทั้ง อาจมีสาเหตุมาจากยาที่รับประทานก็ได้ ยาที่เคยมีรายงานว่าทำให้เกิดอาการนอนกัดฟันได้ คือ แอมเฟตามีนที่ใช้ร่วมกับ ldopa, ยา fenfluramine ซึ่งเป็นอนุพันธ์ของแอมเฟตามีน และมีรายงานว่า พบการนอนกัดฟันในผู้ป่วยที่เป็นโรค tardive dyskinesia ซึ่งเชื่อว่าเป็นผลมาจากการใช้ยา phenothiazine เป็นระยะเวลานาน นอกจากนี้ยังมีรายงานว่า การดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ผสมอยู่ จะสามารถทำให้เกิดอาการนอนกัดฟันได้

    การรักษาโรคนี้นั้นทันตแพทย์จะทำการปรับการสบของฟันให้ถูกต้อง การนอนกัดฟันอาจจะลดน้อยลงหรือหายไป หรือทันตแพทย์จะต้องแก้ไขโรคปริทันต์ พื้นผิวของริมฝีปาก กระพุ้งแก้ม ที่มีการระคายเคืองออกให้หมดจะช่วยลดการนอนกัดฟันได้ อีกทั้งแพทย์จะบอกให้ผู้ป่วยแก้ไขสาเหตุของความเครียด แต่ในขณะที่ยังแก้สาเหตุความเครียดไม่ได้ ให้พบทันตแพทย์เพื่อทำเครื่องมือไปใช้ใส่ขณะนอน เพื่อป้องกันไม่ให้กัดลงบนฟันแต่ให้กัดลงบนเครื่องมือแทน ฟันจะได้ไม่สึก การใส่เครื่องมือนี้จะช่วยเปลี่ยนแปลงอุปนิสัยหรือความเคยชินในการขบเขี้ยวเคี้ยวลักษณะเดิมได้ ซึ่งต่อไปสักระยะหนึ่งจะทำให้เลิกนอนกัดฟันได้ นอกจากนี้ การทำสมาธิเพื่อให้นอนหลับสนิท รวมถึงการกินยานอนหลับและยาคลายกล้าม เนื้อก่อนนอนคงทำให้อาการลดน้อยลงได้เช่นกัน

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • เทคนิคการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
    1. หลังคลอด ควรให้แม่ได้อยู่กับลูกและลูกได้ดูดนมเร็วที่สุดภายใน 1 ชม.ใน 1-2 วันแรกหลังคลอดน้ำนมจะมีลักษณะเป็นน้ำนมเหลืองที่เรียกว่าหัวน้ำนม (colostrum)ไม่ควรบีบทิ้ง แต่สามารถให้ลูกกินได้เนื่องจากมีสารที่ให้ภูมิคุ้มกันโรคในปริมาณสูง
    2. ในวันแรกๆ ควรให้ลูกดูดนมที่เต้านมข้างละ 4-5 นาที เพื่อกระตุ้นให้ฮอร์โมนโปรแลคติน (prolactin) จากต่อมใต้สมองส่วนหน้า (anterior pituitary gland) ในสมองหลั่งเพิ่มขึ้นและฮอร์โมนนี้เองจะไปกระตุ้นให้เต้านมแม่สร้างน้ำนมเพิ่มขึ้น ขณะเดียวกันฮอร์โมนออกซิโตซินจากต่อมใต้สมองส่วนหลัง (posterior pituitary gland) ในสมอง จะหลั่งเพิ่มและไปกระตุ้นให้ท่อน้ำนมในเต้านมแม่บีบตัวเพื่อขับน้ำนมออกมา
    3. หลังคลอด 2-3 วันถัดไป น้ำนมจะเปลี่ยนเป็นสีขาวขุ่นควรให้ลูกดูดนมนานขึ้น เพื่อกระตุ้นให้เต้านมแม่สร้างน้ำนมอย่างต่อเนื่อง ในทางปฏิบัติแนะนำให้ทารกดูดนมแม่ทุก 2-3 ชั่วโมงต่อไปจึงค่อยปรับตามความต้องการของทารก
    4. ก่อนให้นมลูกทุกครั้ง แม่ต้องล้างมือให้สะอาด ใช้สำลีชุบน้ำต้มสุกเช็ดเต้านมให้สะอาด แม่นั่งในท่าที่สบาย อาจใช้หมอนหรือเบาะรองที่ตักแม่ เพื่อช่วยพยุงให้ลูกสามารถดูดนมได้อย่างสะดวก เมื่อลูกดูดนมอิ่มแล้ว ซึ่งจะสังเกตได้ว่า ลูกมักจะเคลิ้มหลับ ให้แม่อุ้มลูกพาดบ่าหรือตบที่หลังเบาๆ เพื่อไล่ลมจากกระเพาะอาหาร ช่วยให้ท้องไม่อืด

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • คลิปวิดีโอสุขภาพ (2/2)
    "ปรับสมอง เปลี่ยนความคิด ชีวิตเปลี่ยน...ความสุขเกิดได้ง่าย"
    ร่วมเปลี่ยนความคิด และพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เพื่อสร้างความสุขอย่างยั่งยืน วิทยากรโดย รศ.นพ.สุรเกียรติ อาชานานุภาพ ประธานกรรมการมูลนิธิหมอชาวบ้าน จัดโดยโครงการจัดการความรู้สุขภาพผ่านสื่อและเทคโนโลยีออนไลน์ มูลนิธิหมอชาวบ้าน สนับสนุนโดย สสส.
    https://www.youtube.com/watch?v=yqGIvP1csNg

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ถั่วแปบไส้กุ้ง
    ถั่วแปบไส้กุ้งเป็นอาหารว่างคาว บางท่านอาจไม่เคยเห็นว่าถั่วแปบไส้กุ้งมีด้วยหรือ เพราะเคยเห็นแต่ถั่วแปบที่มีไส้ถั่วเขียวเลาะเปลือกนึ่งโรยด้วยน้ำตาลเวลากินเท่านั้น ถั่วแปบไส้กุ้งมีลักษณะภายนอกเหมือนถั่วแปบไส้ถั่วทุกอย่างต่างกันก็แต่ข้างในเป็นไส้กุ้ง เวลากินจะหยอดหน้าด้วยกะทิ รสชาติจะออกเค็มๆ ตัวไส้มีกลิ่นหอมของรากผักชีพริกไทย กระเทียม กินเป็นอาหารว่างบ่ายคู่กับชาสมุนไพรอุ่นๆ สักถ้วยเรียกว่าเอาอะไรมาแลกก็ไม่ยอมเชียวละ

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ข้าวโพด...ทำอะไรก็อร่อย
    ข้าวโพดเป็นหนึ่งในธัญพืชที่เราคุ้นเคย สามารถนำมาทำอาหารได้ทั้งคาวหวาน หาซื้อก็ง่าย แถมอร่อยอีกต่างหาก แต่ข้าวโพดไม่ได้เป็นแค่อาหารเท่านั้นนะ ฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาจากส่วนต่างๆ ของข้าวโพด โดยเฉพาะในน้ำมันเมล็ดข้าวโพดนี่ก็ไม่ธรรมดาเลย

    สรรพคุณตามตำรายาไทยระบุว่า ราก มีฤทธิ์ขับปัสสาวะ แก้นิ่ว แก้อาเจียนเป็นเลือด ต้นและใบ แก้นิ่ว ดอก (ยอดเกสรตัวเมีย) ขับปัสสาวะ แก้ถุงน้ำดีอักเสบและนิ่วในถุงน้ำดี เมล็ด ขับปัสสาวะ แก้คลื่นไส้อาเจียน ซัง ถอนพิษสำแดง ถอนพิษร้อนและพิษยา

    การศึกษาฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาพบว่า น้ำมันข้าวโพดมีฤทธิ์ต้านภาวะหลอดเลือดแข็งตัว น้ำมันข้าวโพดและรำข้าวโพดมีฤทธิ์ลดไขมันในเลือด ทั้งคอเลสเตอรอลและไตรกลีเซอร์ไรด์ ยอดเกสรตัวเมียของข้าวโพด หรือที่ฝรั่งเรียกว่า corn silk มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อรา ลดการอักเสบ และต้านภาวะเบาหวาน เมล็ดข้าวโพดมีเส้นใยสูง ช่วยในการขับถ่าย ข้าวโพดที่มีสีเหลืองจะอุดมไปด้วยสารคริปโตแซนทีน (cryptoxanthin) ซึ่งเป็นโปร-วิตามินเอ เมื่อเข้าสู่ร่างกายจะเปลี่ยนเป็นวิตามินเอ ช่วยบำรุงสายตาและผิวหนัง ส่วนข้าวโพดที่มีสีม่วงจะมีสารในกลุ่มแอนโทไซยานิน ซึ่งมีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระและเพิ่มภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย

    การรับประทานน้ำมันข้าวโพดก็มีข้อควรระวัง เนื่องจากน้ำมันข้าวโพดเป็นน้ำมันที่มี polyunsaturated fatty acids สูง จึงอาจเสียสภาพได้ง่ายจากการสัมผัสกับอากาศ ความชื้น และความร้อน หรือที่เรียกว่าน้ำมันถูกออกซิไดซ์ ซึ่งน้ำมันที่เสียสภาพเหล่านี้หากรับประทานเข้าไป จะทำให้เกิดพิษต่อร่างกาย ดังนั้นควรป้องกันไม่ให้น้ำมันเสียสภาพ โดยต้องเก็บในที่เย็น ไม่มีความชื้นสูง ภาชนะบรรจุต้องปิดสนิทเพื่อไม่ให้น้ำมันสัมผัสกับออกซิเจน และไม่ควรใช้ความร้อนสูงในการประกอบอาหาร

    (เครดิตข้อมูล : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • โรคต่อมลูกหมากโต
    ผู้ชายเมื่อมีอายุมากกว่า 40 ปีขึ้นไป ต่อมลูกหมากจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลงเป็นก้อนโต แล้วจะโตขึ้นเรื่อยๆ ตามอายุ เมื่อโตมากจะเกิดแรงกดต่อท่อปัสสาวะทำให้มีอาการปัสสาวะลำบาก ซึ่งมักจะเริ่มแสดงอาการเมื่อมีอายุมากกว่า 55 ปีขึ้นไป และจะพบอาการผิดปกติได้มากขึ้นเมื่อมีอายุมากขึ้น บางคนอาจมีต่อมลูกหมากโตโดยไม่มีอาการแสดงก็ได้ โรคนี้พบมากในผู้สูงอายุ พบว่าผู้ชายอายุ 55-74 ปี จะมีอาการแสดงของโรคนี้ประมาณร้อยละ 20

    รายละเอียด :>> http://bit.ly/1y9uEtH

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ฟัก : ลดอ้วน บำรุงร่างกาย
    ชื่ออื่นๆ : ฟักเขียว ฟักขาว ฟักแฟง บักฟัก ขี้พร้า ฟักหม่น ฯลฯ ผักสวนครัวชนิดหนึ่งที่ปลูกง่าย หาได้ง่าย เป็นผักชนิดแรกที่เด็กเริ่มหัดกิน ช่วยในเรื่องระบบย่อยอาหารและบำรุงร่างกายได้ นิยมนำมาใส่ในแกง ต้ม ผัดต่างๆ บ้างทำเป็นขนมหวานในเทศกาล แต่เมนูยอดนิยมคงจะเป็นแกงเขียวหวานไก่ฟักเขียว แกงจืดฟักต้มกับไก่ แกงเลียง ฟักเขียวผัดกับหมูใส่ไข่ ฟักเชื่อม รวมถึงยอดอ่อนที่นำมาลวก หรือต้มกะทิ กินกับน้ำพริกได้ มีรสชาติอร่อยไม่แพ้ผักอื่นเหมือนกัน ตำรายาจีนโบราณกาลระบุว่า “สำหรับผู้ที่อยากให้ร่างกายผอมแต่แข็งแรงให้กินเป็นประจำ ถ้าอยากอ้วนก็อย่ากิน”

    สรรพคุณ :
    - ใบ แก้ฟกช้ำ แก้พิษผึ้งต่อย ช่วยรักษาบาดแผล แก้โรคบิด แก้ร้อนในกระหายน้ำ แก้บวมอักเสบมีหนอง
    - ผล ขับปัสสาวะ ขับเสมหะ แก้ไอ แก้ธาตุพิการ แก้โลหิตเป็นพิษ บวมน้ำ หลอดลมอักเสบ
    - ไส้ฟัก แก้อาเจียนเป็นโลหิต แก้ฝีที่เต้านม
    - เมล็ด ใช้ลดไข้ แก้ริดสีดวงทวาร แก้โรคทางเดินปัสสาวะ แก้ไตอักเสบ บำรุงผิว ละลายเสมหะ ตกขาว
    - ราก ต้มดื่มแก้ไข้ แก้กระหายน้ำ ถอนพิษ
    - เถาสด รสขมเย็น ใช้รักษาริดสีดวงทวาร มีไข้สูง
    - เปลือก เป็นยาแก้บวม ขับปัสสาวะ แก้ท้องเสีย แผลบวมอักเสบ มีหนอง

    ตำรับยา :
    1. แก้ร้อนใน ไข้สูง หรือไตอักเสบเรื้อรัง : ใช้ฟัก 500 กรัม ต้มน้ำให้ได้ประมาณ 3 แก้ว แบ่งกิน 3 ครั้ง ใน 1 วัน
    2. สตรีเบาขัดในระหว่างตั้งครรภ์ : คั้นน้ำฟัก 1 แก้ว ผสมน้ำผึ้งให้พอมีรสหวาน ดื่มบ่อยๆ
    3. ผิวหนังมีอาการแพ้เป็นผด: ต้มเปลือกฟัก ล้างบริเวณที่เป็น
    4. ผลัดตกหกล้ม เอวเคล็ด : ใช้เปลือกฟักผิงไฟให้แห้ง บดเป็นผงผสมเหล้ากินครั้งละ 6 กรัมจะช่วยลดความเจ็บปวดได้
    5. ไตอักเสบบวมน้ำ : ใช้เปลือกฟัก 120 กรัม หนวดข้าวโพด 30 กรัม ต้มกิน แบ่งน้ำที่ต้มได้เป็น 3 ส่วน กินใน 1 วัน
    6. ไออักเสบเรื้อรัง : ใช้เมล็ดฟัก 15-30 กรัม ต้มกินน้ำ
    7. ระดูขาว : ใช้เมล็ดฟัก 30 กรัม บดเป็นผง เติมน้ำตาลกรวด 30 กรัม ตุ๋นกินวันละ 2 ครั้ง
    8.เบาหวาน : ให้ต้มฟักที่ปลอกเปลือกแล้ว ต้มน้ำกินครั้งละ 60-90 กรัมเป็นประจำ จะทำให้เบาหวานลดลง
    9.ริดสีดวงทวาร : อาการอักเสบเจ็บบริเวณทวารหนัก ให้ต้มฟักแล้วเอาน้ำล้างจะลดการอักเสบลงได้

    (เครดิตภาพ : YokDekCSs, lekonshore, somchoke101)

    ** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

    7 ปี 32 สัปดาห์ ที่แล้ว