คลังความรู้สื่อสังคมออนไลน์

  • สายตาดีด้วยวิธีมหัศจรรย์
    มูลนิธิหมอชาวบ้าน ขอเชิญเข้าร่วมอบรม ในหัวข้อเรื่อง “สายตาดีด้วยวิธีมหัศจรรย์” สายตาสั้น ยาว หรือเอียง ลืมแว่นตาไปได้เลย รวมทั้วฟี้นฟู ต้อกระจก ต้อหิน โดย อาจารย์อุราภา วัฒนะโชติ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญฟื้นฟูสายตาด้วยวิถีธรรมชาติ
    วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2560 เวลา 13.30 – 16.30 น. ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ชั้น 2 ห้อง 201 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4 กทม.

    สมัครเข้าอบรมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ รับจำนวนจำกัดเพียง 200 ท่าน

    โดยส่ง ชื่อ นามสกุล อายุ และเบอร์โทร ส่งมาที่ E-mail : [email protected] หรือส่ง SMS มาที่เบอร์ 09 4095 1635 line : Folkdoctor, Facebook : มูลนิธิหมอชาวบ้าน, www.doctor.or.th จัดโดย โครงการจัดอบรมสุขภาวะเพื่อประชาชน มูลนิธิหมอชาวบ้าน

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • อ้วน ...อ้วน ...อ้ ว น !
    คนอ้วน คือคนที่มีไขมันสะสมในร่างกายมากกว่าปกติอันเนื่องมาจากกินอาหารเข้าไปมากกว่าปริมาณที่ร่างกายเผาผลาญหรือใช้ไป รู้ได้อย่างไรว่าร่างกาย " อ้วน " หรือ " ผอม "ตามหลักทางการแพทย์ มีวิธีการพิสูจน์ง่ายๆ 3 วิธีคือ เปรียบเทียบความสูงกับน้ำหนักตัวโดยเฉลี่ย หาค่าดัชนีมวลกาย และการวัดเส้นรอบเอว

    รายละเอียด :>> http://bit.ly/SB591M

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • พริกไทย : ป้องกันอัลไซเมอร์
    ช่วยบรรเทาอาการนอนไม่หลับ ขับเสมหะ หอบ ไอ สะอึก เป็นยาบำรุงธาตุ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารและลำไส้ทำงานดีขึ้น
    กระตุ้นให้ระบบทางเดินอาหารหลั่งน้ำย่อยเพื่อย่อยโปรตีน ไขมัน และแป้ง ช่วยให้เลือดหมุนเวียนดี เพิ่มการผลิตสารในสมอง
    ที่ทำให้รู้สึกผ่อนคลายและมีความสุข มีฤิทธิ์ช่วยต้านอนุมูลอิสระ ต้านการอักเสบ ต้านการชัก ต้านมะเร็ง ช่วยป้องกันโรค
    สมองเสื่อมในผู้สูงอายุได้

    (เครดิตภาพ : พรธิดา, hilunch, mambymam)

    ** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • การนับชีพจร
    เวลาไปหาหมอตามสถานพยาบาลต่างๆ จะเห็นพยาบาลหรือหมอเขาจับที่ข้อมือ และมองที่นาฬิกา... นั่นคือ การนับชีพจร

    การนับชีพจรเป็นวิธีทดสอบที่ทำง่ายและมีประโยชน์หลายอย่าง ดังนั้นทุกคนจึงควรหัดจับชีพจรของตัวเอง อาจจะวานแพทย์หรือนางพยาบาลที่รู้จักกันช่วยสอนให้ก่อน หรือจะหัดโดยตนเองก็พอทำได้ สิ่งที่ต้องการคือนาฬิกาที่มีเข็มวินาที ตำแหน่งที่อาจจับชีพจรได้ง่ายที่สุดคือที่ข้างใดข้างหนึ่งของลูกกระเดือก

    ขั้นต้น คลำหาลูกกระเดือกให้พบก่อน (ถ้ามองไม่เห็น เช่นในผู้หญิง) แล้วใช้ปลายนิ้วชี้และนิ้วกลางกดลงไปข้างๆ จะรู้สึกว่ามีหลอดเลือดเต้นกระเทือนปลายนิ้ว ลองนับการเต้นของหลอดเลือดนั้นไปจนกระทั่งตามได้ถูกต้อง จึงดูนาฬิกาที่มีเข็มวินาที และเริ่มนับ 1 เมื่อปลายเข็มวินาทีถึงขีดใดขีดหนึ่งที่สังเกตได้ง่าย นับเรื่อยไปจนครบ 10 วินาที ใช้ 6 คูณก็จะได้จำนวนครั้งใน 1 นาที การใช้ 6 คูณ บางคนอาจจะบอกว่าไม่แม่นยำ เพราะมีโอกาสผิดหลายทาง แต่เป็นที่สะดวกและให้ความแม่นยำพอกับความประสงค์ที่ต้องการ

    ควรหัดจับชีพจรขณะนอน ขณะนั่ง และขณะยืน จนกระทั่งได้ผลสม่ำเสมอ สังเกตว่า อิริยาบถนอน นั่ง และยืน ชีพจรอาจจะเร็วไม่เท่ากัน ถ้าร่างกายแข็งแรงขึ้น อัตราชีพจรจะลดลง ถ้าร่างกายอ่อนแอ อัตราชีพจรจะเพิ่มขึ้น

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • วิธีการดูแลผู้สูงวัย
    1. การเลือกอาหาร ในผู้สูงอายุร่างกายจะมีการใช้พลังงานน้อยลงจากกิจกรรมที่ลดลง จึงควรลดอาหารประเภทแป้ง น้ำตาลและไขมัน ให้เน้นอาหารโปรตีนจากโดยเฉพาะปลา ถั่ว หรือไข่ขาวและเพิ่มแร่ธาตุที่ผู้สูงอายุมักขาด ได้แก่ แคลเซียม สังกะสี และเหล็ก ซึ่งมีอยู่ในนม ถั่วเหลือง ผัก ผลไม้ ธัญพืชต่างๆ ควรกินอาหารประเภทต้ม นึ่ง ย่าง อบ แทนประเภทผัด ทอด จะช่วยลดปริมาณไขมันในอาหารได้ นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสหวานจัด เค็มจัด และดื่มน้ำสะอาด
    2. ออกกำลังกาย หากไม่มีโรคประจำตัว แนะนำให้ออกกำลังกายแบบแอโรบิคสัก 30 นาทีต่อครั้ง ทำให้ได้สัปดาห์ละ 3 – 5 ครั้ง จะเกิดประโยชน์ต่อหัวใจและหลอดเลือดอย่างมาก โดยขั้นตอนการออกกำลังกายจะต้องค่อยๆ เริ่ม มีการยืดเส้นยืดสายก่อน แล้วค่อยๆ เพิ่มความหนักขึ้น จนถึงระดับและระยะเวลาที่ต้องการ จากนั้นค่อย ๆ ผ่อนลงช้า ๆ และค่อย ๆ หยุด เพื่อให้ร่างกายและหัวใจได้ปรับตัว แต่ควรมีผู้ดูแลอยู่อย่างใกล้ชิด
    3. พาผู้สูงอายุไปรับอากาศบริสุทธิ์บ้าง อาจเป็นสวนสาธารณะใกล้ๆบ้าน สถานที่ท่องเที่ยวต่างๆ หรือการปรับภูมิทัศน์ภายในบ้านให้ปลอดโปร่ง สะอาด อากาศถ่ายเทสะดวก จัดเก็บสิ่งปฏิกูลให้เหมาะสม เพื่อลดการแพร่กระจายของเชื้อโรค และสามารถช่วยป้องกันโรคภูมิแพ้ หรือโรคติดต่อบางชนิดได้
    4. ป้องกันการเกิดอุบัติเหตุ โดยปรับสภาพแวดล้อมในบ้านให้ปลอดภัยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุหรือการหกล้ม เน้นออกกำลังเสริมความแข็งแรงของกล้ามเนื้อแขน ขา และหลัง เลือกทำกิจกรรมให้เหมาะสมกับแต่ละบุคคลและโรคที่เป็นอยู่
    5. ควบคุมน้ำหนัก ไม่ให้เพิ่มหรือลดมากจนเกินไป โดยควบคุมอาหารและออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้เกิดความคล่องตัว ลดปัญหาการหกล้ม และชะลอความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ โดยเฉพาะ โรคไขข้อเสื่อม และโรคหลอดเลือดหัวใจ เป็นต้น
    6. หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ไม่เหมาะสม เช่น การซื้อยากินเอง การใช้ยาเดิมที่เก็บไว้มาใช้รักษาอาการที่เกิดใหม่ หรือเอายาของผู้อื่นมาใช้ เนื่องจากวัยนี้ประสิทธิภาพการทำงานของตับและไตในการกำจัดยาลดลง ทำให้เสี่ยงต่อการเกิดพิษหรือผลข้างคียงจากยา และอาจมีแนวโน้มรุนแรง และเกิดภาวะแทรกซ้อนเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ฉะนั้นจึงควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้ยาจะดีที่สุด
    7. หมั่นสังเกตอาการผิดปกติต่างๆ ของร่างกาย เช่น มีแผลแล้วเป็นเรื้อรังไม่หายซะที กลืนอาหารลำบาก กลืนติด กลืนแล้วเจ็บ ท้องอืด ท้องผูก ท้องเสียเรื้อรัง หรือท้องผูกสลับท้องเสีย ถ่ายอุจจาระมีเลือดปน เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ไอเรื้อรัง ไข้เรื้อรัง เหนื่อยง่าย แน่นหน้าอก ถ้ามีอาการเหล่านี้ล่ะก็พามาพบแพทย์ดีที่สุด
    8. ตรวจสุขภาพประจำปี แนะนำให้ตรวจสม่ำเสมอเป็นประจำทุกปี เพื่อคัดกรองหาปัจจัยเสี่ยงต่อโรคต่างๆ เช่น ปากมดลูก รวมถึงการตรวจการมองเห็น การได้ยิน ตรวจสุขภาพฟันและช่องปาก และตรวจประเมินความจำเพื่อคัดกรองโรคสมองเสื่อมด้วย

    (เครดิตข้อมูล : โรงพยาบาลสมิติเวช ศรีนครินทร์)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • มะเขือเทศกับสารไลโคพีน
    มะเขือเทศที่เรารับประทานกันอยู่ทุกวันไม่ได้มีประโยชน์แค่ใช้เป็นอาหาร ในมะเขือเทศมีกรดอินทรีย์ น้ำตาล วิตามิน A, B, C
    และสารสำคัญในกลุ่มแคโรทีนอยด์อย่างไลโคพีน (lycopene) ที่ทำให้มะเขือเทศมีความโดดเด่นเหนือพืชผักอื่นๆ

    "สารไลโคพีน" มีฤทธิ์ต้านอนุมูลอิสระ ชะลอความแก่ ต้านการอักเสบ ช่วยลดไขมันและน้ำตาลในเลือด และมีฤทธิ์ต้าน
    มะเร็งหลายชนิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็งต่อมลูกหมาก การศึกษาทางคลินิกจำนวนมากพบว่า การบริโภคมะเขือเทศสด
    ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ สารสกัดมะเขือเทศ และสารไลโคพีน สามารถลดความเสี่ยงในการเกิดมะเร็งต่อมลูกหมากได้
    อีกทั้งยังช่วยลดขนาดและยับยั้งการลุกลามของเซลล์มะเร็งดังกล่าวด้วย

    หลายๆ คนอาจคิดว่าการรับประทานผักสดเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะทำให้ได้สารสำคัญในพืชผักเยอะๆ แต่ในกรณีของสารไลโคพีน
    ถือเป็นข้อยกเว้น เพราะการศึกษาเปรียบเทียบปริมาณสารไลโคพีนในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากมะเขือเทศ (ที่น้ำหนักเท่ากัน) เช่น
    ซอสมะเขือเทศ น้ำมะเขือเทศ ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศเข้มข้น ซุปมะเขือเทศเข้มข้น มะเขือเทศปรุงสุก มะเขือเทศผง และ
    มะเขือเทศสด ทำให้สามารถเรียงลำดับปริมาณของไลโคพีนจากน้อยไปมากได้ดังนี้ มะเขือเทศสด < มะเขือเทศปรุงสุก <
    ซุปมะเขือเทศเข้มข้น < น้ำมะเขือเทศ < ซอสมะเขือเทศ < มะเขือเทศผง < ผลิตภัณฑ์มะเขือเทศเข้มข้น

    จะเห็นได้ว่ามะเขือเทศที่ผ่านกระบวนการและความร้อน จะมีปริมาณของสารไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศสด แต่อย่างไรก็ตาม
    การบริโภคมะเขือเทศสดก็จะทำให้ได้วิตามินและสารอื่นๆ ที่สลายไปในระหว่างกระบวนการผลิตแทน ดังนั้นไม่ว่าจะเลือกรับ
    ประทานมะเขือเทศในรูปแบบใด ก็ได้ประโยชน์

    (เครดิต : คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • สมอง : บ่อเกิดทุกข์ แหล่งสร้างสุข
    สมองมนุษย์ ซึ่งประกอบด้วยเซลล์ประมาณ 1 แสนล้านตัว มีน้ำหนักเพียงร้อยละ 2 ของน้ำหนักตัว แต่ใช้พลังงานถึงร้อยละ 20 ของพลังงานที่ร่างกายใช้ทั้งหมดในแต่ละวัน ว่ากันว่าในแต่ละวัน ความคิดของเราจะเป็นลบมากกว่าครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นบ่อเกิดของความเครียด ความทุกข์ใจนั่นเอง

    รายละเอียด :>> http://bit.ly/1NuzmIU

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • เกี๊ยวกุ้งน้ำใส
    เมนูเที่ยงวันนี้ขอเสนอ "เกี๊ยวกุ้งน้ำใส" เกี๊ยว เป็นอาหารดั้งเดิมของชาวจีน ถ้าทำกินในบ้าน มีความหมายว่าอยู่พร้อมหน้ากัน แต่ถ้าทำไว้ต้อนรับแขก หมายความว่ายินดีต้อนรับแขกผู้มีเกียรติ เกี๊ยวทำแป้งสาลี ห่อไส้เนื้อสัตว์หรือผัก ม้วนและปิดห่อด้วยการแตะน้ำเล็กน้อยแล้วบีบที่ขอบ สามารถนำไปต้ม นึ่ง หรือทอด พอสุกเสิร์ฟพร้อมซอสพริกหรือซอสสำหรับจิ้ม พบเห็นเกี๊ยวขายคู่กับบะหมี่มีให้เห็นกันแทบทุกซอยทีเดียว

    (เครดิตภาพ : koosangkoosom, JeyZ, Midori_illusion)

    วิธีทำ :>> http://bit.ly/1q3S3n9

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ขยับกาย ต้านเบาหวาน
    เบาหวานเป็นโรคที่ชาวโลกและชาวไทยเป็นกันมากที่สุดโรคหนึ่ง และที่สำคัญกว่านั้นคือ เป็นสาเหตุการป่วย พิการ เสียชีวิตที่สำคัญ เพราะโรคเบาหวาน มักจะพาพรรคพวกโรคภัยไข้เจ็บมาด้วยเสมอ จนมีคำว่าโรค “เบาหวานและพวก” เช่น โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง ไขมันผิดปกติ โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง เป็นต้น ซึ่งโรคเหล่านี้ ที่เรียกว่า โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (เอ็นซีดี : NCDs) ซึ่งเป็นสาเหตุการตายถึงร้อยละ 71 ของการตายของคนไทย และยังเพิ่มความพิการ เพิ่มภาระโรคอีกมากมาย

    ผลการศึกษาพบว่า แค่การขยับกาย กิจกรรมทางกายระดับต่ำ (เช่น โยคะ ยืดเหยียด เดินช้า) 5 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ ลดโอกาสเบาหวานได้ร้อยละ 29 นอกจากนี้ยังพบว่า การเดิน (ไม่ว่า เดินเร็ว เดินช้า หรือเดินแข่ง) เพิ่มขึ้น 2 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ จะลดโอกาสเป็นเบาหวานได้ร้อยละ 8 ผู้ที่ใช้พลังงานไปมากที่สุดจะลดโอกาสเบาหวานที่โดยเฉลี่ยร้อยละ 26 เมื่อเทียบผู้ที่ใช้พลังงานไปน้อยสุด

    สรุปว่า การขยับกาย มีกิจกรรมทางกาย เคลื่อนไหวออกแรง ไม่ว่าจะระดับเบา ปานกลางหรือหนัก ไม่ว่าจะที่ทำงาน หรือยามว่าง ไม่ว่าแบบแอโรบิกหรือแบบแรงต้านหรือยืดเหยียด ให้ได้ 5-7 ชั่วโมงต่อสัปดาห์ช่วยลดโอกาสเป็นโรคเบาหวาน

    ใครไม่อยากเป็นเบาหวาน ก็หมั่น “ลด แป้ง ทอด หวาน มัน กินผักใบเขียว เคี้ยวจนเพลิน เดินหลังอาหาร”

    “ขยับกายชั่วโมงต่อวัน ช่วยป้องกันภัยเบาหวาน”

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • สายตาดีด้วยวิธีมหัศจรรย์
    มูลนิธิหมอชาวบ้าน ขอเชิญเข้าร่วมอบรม ในหัวข้อเรื่อง “สายตาดีด้วยวิธีมหัศจรรย์” สายตาสั้น ยาว หรือเอียง ลืมแว่นตาไปได้เลย รวมทั้วฟี้นฟู ต้อกระจก ต้อหิน โดย อาจารย์อุราภา วัฒนะโชติ วิทยากรผู้เชี่ยวชาญฟื้นฟูสายตาด้วยวิถีธรรมชาติ
    วันเสาร์ที่ 15 กรกฎาคม 2560 เวลา 13.30 – 16.30 น. ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ชั้น 2 ห้อง 201 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4 กทม.

    สมัครเข้าอบรมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ รับจำนวนจำกัดเพียง 200 ท่าน

    โดยส่ง ชื่อ นามสกุล อายุ และเบอร์โทร ส่งมาที่ E-mail : [email protected] หรือส่ง SMS มาที่เบอร์ 09 4095 1635 line : Folkdoctor, Facebook : มูลนิธิหมอชาวบ้าน, www.doctor.or.th จัดโดย โครงการจัดอบรมสุขภาวะเพื่อประชาชน มูลนิธิหมอชาวบ้าน

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว