คลังความรู้สื่อสังคมออนไลน์

  • กินอย่างไร...เมื่อเป็นโรคกระเพาะ
    คุณอาจเป็นคนหนึ่งที่มีชีวิตประจำวันวุ่นวายยุ่งเหยิง กินอาหารอย่างเร่งรีบ กินไม่เป็นเวลา บางมื้อต้องอดมื้อกินมื้อ หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้บ่อยๆ โรคกระเพาะอาจถามหาได้

    หลักการกินอาหารที่ช่วยรักษาโรคกระเพาะหายให้เร็วขึ้น
    1.การกินอาหารให้ตรงเวลา เมื่อถึงเวลามื้ออาหารควรหาอาหารกินทันที เพื่อให้กรดและน้ำย่อยที่หลั่งออกมาได้ทำหน้าที่ในการย่อยอาหารแทนที่ จะไปกัดทำลายเยื่อบุกระเพาะอาหารและสำไส้ และในขณะกินอาหารควรดื่มน้ำบ้าง เพื่อช่วยให้การบดเคี้ยวอาหารดีขึ้น และควรดื่มน้ำมากๆ ระหว่างมื้อให้ได้วันละ 8-10 แก้ว

    2.ปริมาณอาหารที่กินแต่ละมื้อไม่ควรมากเกินไป เพื่อให้การทำงานของกระเพาะอาหารและลำไส้ในการย่อยอาหารแต่ละครั้งไม่ทำงานหนักจนเกินไป ควรกินครบทั้ง 3 มื้อ และกินอาหารว่างระหว่างมื้อ เพื่อไม่ให้ท้องว่างนานเกินควร การกินแต่ละครั้งก็ให้กินแต่พออิ่ม หลังกินอาหารแต่ละครั้ง ควรอยู่ในท่านั่งหรือยืนไม่น้อยกว่า 1 ชั่วโมง เพื่อให้ระบบการย่อยอาหารทำงานได้อย่างดีที่สุด จึงควรหลีกเลี่ยงการกินอาหารก่อนนอนอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง

    3.กินอาหารให้ครบหมวดหมู่ และเลือกอาหารที่ย่อยง่าย ขณะกินอาหารก็ควรเคี้ยวอาหารให้ละเอียด อาหารจำพวกเนื้อสัตว์และไขมันจะย่อยยากกว่าอาหารจำพวกข้าว แป้ง ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันสูงจำพวกอาหารทอด สำหรับเนื้อสัตว์ควรเลือกกินเนื้อสัตว์ที่ไม่เหนียวหรือมีการสับหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ ที่ต้มหรือนึ่งจนสุก เช่น กุ้ง ปลา จะย่อยได้ง่ายกว่าเนื้อวัวหรือเนื้อหมู

    4.หลีกเลี่ยงอาหารที่กระตุ้นน้ำย่อย ได้แก่ อาหารรสเผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หวานจัด ของดอง น้ำอัดลม น้ำชา กาแฟ เครื่องดื่มชูกำลัง อาหารเหล่านี้จะไปกระตุ้นเซลล์ให้ผลิตน้ำย่อยมากขึ้น จึงควรหลีกเลี่ยงหรือลดปริมาณการกินอาหารดังกล่าวตลอดไป

    5.ควรงดหรือลดปริมาณการดื่มเหล้า เบียร์ ไวน์ลง และไม่ควรดื่มก่อนอาหารหรือขณะที่ท้องว่างอย่างเด็ดขาด ทำให้เกิดความระคายเคืองต่อเยื่อบุทางเดินอาหาร คนที่สูบบุหรี่ควรพยายามลดหรือเลิกสูบบุหรี่เพราะการสูบบุหรี่ทำให้แผลในกระเพาะอาหารหายช้าลง และมีโอกาสเกิดซ้ำใหม่ได้

    (เครดิตภาพ : 21inf, อัญชณา)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • น้ำเกลือ...ไม่ใช่ยาบำรุงกำลัง
    น้ำเกลือแร่นั้นไม่ใช่ยาวิเศษหรือยาบำรุงกำลัง ดังนั้นหากมีอาการอ่อนเพลียจากสาเหตุอื่นนอกจากที่กล่าวมาข้างต้นให้พึงระวัง โดยเฉพาะหากไม่รู้สึกกระหายน้ำเลย หรือมีอาการบวม เหนื่อยหอบ เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณของโรคหัวใจหรือโรคไต ซึ่งหากเผลอให้น้ำเกลือแล้วอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้

    รายละเอียด :>> http://bit.ly/1gTs0Lw

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • เต้าหู้ทรงเครื่อง
    เต้าหู้ เป็นอาหารนานาชาติ สำหรับในอาหารไทยเราสามารถนำเต้าหู้มาปรุงอาหารได้ โดยใช้เป็นตัวประกอบกับเครื่องปรุงอื่นๆ เช่น ผัดเปรี้ยวหวาน ผัดผักรวมมิตร เป็นต้น ทั้งยังนำมาเป็นเครื่องปรุงหลัก เช่น เต้าหู้ทอด เต้าหู้ทรงเครื่อง เป็นต้น ด้วยอาหารไทยนี้สามารถนำเอาวัฒนธรรมการกินของหลายๆ ชาติเข้าร่วมได้อย่างกลมกลืน
    (เครดิตภาพ : บูตะ กะ กิมจิ)

    วิธีทำ :>> http://bit.ly/2rSrryR

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ประดู่แดง : ซากุระแดงเมืองไทย
    ชื่ออื่นๆ : วาสุเทพ คนโบราณเชื่อว่า บ้านใดปลูกต้นประดู่ไว้ประจำบ้านจะทำให้เกิดพลังแห่งความยิ่งใหญ่ ประดู่ คือ ความพร้อมความร่วมมือ ร่วมใจสามัคคี มีพลังเป็นอันหนึ่งอีนเดี่ยวกัน เป็นไม้ป่าเนื้อแข็งและสีแดงสด มีฉายาว่า "ซากุระแดงเมืองไทย" ออกดอกช่วงเดือนมกราคม - มีนาคม ดอกสีแดง ออกเป็นช่อ เวลาบานจะไม่พร้อมกัน บานไล่ขึ้นไปตั้งแต่โคนก้านช่อจนถึงปลายช่อ ช่วงออกดอกจะมีสีแดงสะพรั่งทั้งต้น

    สรรพคุณ
    -ใบมีรสฝาด ใช้สระผม พอก ฝี พอกแผล แก้ผดผื่นคัน
    - เปลือก รสฝาดจัด สมานบาดแผล แก้ท้องเสีย บำรุงร่างกาย
    - แก่น รสขมฝาดร้อน แก้คุดทะราด แก้เสมหะ เลือดกำเดาไหล แก้ไข้ บำรุงเลือด บำรุงกำลัง ขับปัสสาวะ แก้ผื่นคัน
    - ผล แก้อาเจียน แก้ท้องร่วง มีรสฝาดสมาน

    (เครดิตภาพ : kritsana.pi, รักถั่ว)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • วิถีบ้านเรา : ปลาหลด
    ปลาน้ำจืดพื้นบ้านไทย อาศัยอยู่ในห้วย หนอง คลอง บึง แหล่งน้ำธรรมชาติทั่วไป ปลาหลดมีรูปร่างคล้ายปลาไหล ปลายปากยื่นยาว ยืดหดได้ ลำตัวสีเทาและสีดำ วิถีหาอยู่หากินของชาวบ้านในการจับปลาหลดจะใช้ขอเกาะปลาหลดหรือเรียกอีกอย่างว่าสระโอ กรีดไปในเลนกลับไปกลับมาเมื่อถูกปลาหลดก็จะเข้าไปอยู่ในซอกรูปสระโอ ช่วงฤดูน้ำลดน้ำเหลือน้อยมักนำไสมาวางดักทางน้ำ หรือตามคลองน้ำไหลผ่าน ชาวบ้านมักใช้แหปากถี่ว่านดักจับ เมนูปลาดหลดแบบบ้านๆ เริ่มด้วยปลาหลดหมกเกลือย่างเตาถ่านไฟอ่อนๆ ทานกับข้าวร้อนๆ อร่อยเหาะ หรือจะขึ้นครัวเติมเครื่องปรุง ต้มปลาหลดใส่ผักแขยง แกงอ่อมปลาหลด ปลาหลดทอด ต้มยำปลาหลด ฯลฯ

    (เครดิตภาพ : vuddiken, ครัวบ้านนอก, Kubtan Jackk, fisheries)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ข้าวเกรียบว่าว
    ขนมโบราณที่ยังพบเห็นทั่วไป ทำจากข้าวเหนียวนึ่งสุก น้ำตาลปีบ ไข่แดงต้มสุก น้ำมันพืช โขลกและรีดเป็นวงกลม ผึ่งแดดให้แห้ง ก่อนนำมาปิ้งไฟ พลิกไปมาด้วยไม้จี จนพองขยายเป็นแผ่นใหญ่ สุกกรอบ หวานมัน ข้าวเกรียบว่าวมักพบได้ตามงานวัด งานบุญต่างๆ รวมทั้งจากพ่อค้าแม่ค้าหาบเร่แผงลอย

    (เครดิตภาพ : นายน้ำปลากับนางสาวไข่ต้ม, ไอ้อ้วน, คนบ้านกาดบุ้ง, ahph9thi, หนมตุ้บตั้บ)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ปัญหาสุขภาพผู้ต้องขัง
    ตัวเลขที่น่าตกใจคือ สัดส่วนคนติดคุกของประเทศไทยสูงที่สุดในอาเซียน และสูงเป็นอันดับ 6 ของโลก (คิดต่อแสนประชากร) หลายคนอาจจะคิดไปไกลถึงว่าประเทศไทยเป็นเมืองพุทธ ที่ผู้คนนับถือศาสนาพุทธเป็นศาสนาหลัก สอนให้ผู้คนยึดมั่นในการกระทำความดี มีศีลธรรม แต่เหตุไฉนเราจึงมีคนถูกจับติดคุกมากมายขนาดนี้

    รายละเอียด :>> http://bit.ly/1OKzvZJ

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ขนมดอกจอก
    ขนมไทยโบราณรูปทรงคล้ายดอกจอกในแม่น้ำริมคลอง สวยงามน่ารับประทาน มีแป้งเป็นส่วนผสมหลัก กรอบ รสหวานอ่อนๆ กลิ่นหอมจากแป้ง น้ำมันและงา เมื่อทำเสร็จแล้วสามารถเก็บใส่ในภาชนะปิดฝาสนิทไว้รับประทานได้ การทำดอกจอกจะต้องมีอุปกรณ์เฉพาะเป็นแม่พิมพ์ เรียกว่า พิมพ์ดอกจอก จะมีด้านโลหะสำหรับจับเวลาจุ่มแป้ง หลักในการทำขนมดอกจอกจะต้องให้พิมพ์ร้อน เมื่อจุ่มแป้ง แป้งก็จะติดพิมพ์ จึงนำลงทอดให้แป้ง อยู่ตัว และขยับพิมพ์ขึ้นลงให้แป้งหลุดออกจากพิมพ์ ทอดจนดอกจอกเหลือง

    (เครดิตภาพ : punsook, nupvs, yayyham, กาบชมพู)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • 6 อาหารทานง่ายช่วย แก้หิว-ลดพุง
    นอกจากการออกกำลังกายแล้ว การเอาใจใส่เรื่องการเลือกกินอาหารที่ดี ยังเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย 6 อาหารช่วยลดพุงทานง่าย อยู่ท้อง มากประโยชน์ ดังนี้
    1. เม็ดแมงลัก มีวิตามินเอที่สูงและมีเส้นใยละลายน้ำ (Soluble fiber) ที่คล้ายวุ้นใส ช่วยพองในท้องให้อิ่มแต่ไม่อ้วน โดยวิธีการกิน คือนำไปแช่น้ำให้พองเต็มที่ก่อน จากนั้นค่อยมาปรุงอาหารหรือรับประทาน
    2. ถั่วลิสง มีใยอาหารและโปรตีนอยู่ ช่วยให้รู้สึกอิ่มท้อง และลดการทานอาหารขยะน้อยลง
    3. แอปเปิ้ลเขียว อุดมไปด้วยเพคตินซึ่งช่วยให้อิ่ม มีน้ำตาลน้อยกว่าผลไม้ชนิดอื่นๆ ช่วยให้อยู่ท้องไม่หิวบ่อย และยังเป็นการลดเสี่ยงจากโรคอ้วนลงพุงให้คุณอีกด้วย
    4. มะนาว น้ำมะนาวจะช่วยให้รู้สึกหายหิวได้
    5. ทูน่า อัดแน่นไปด้วยโปรตีนและโอเมก้า 3 ช่วยให้คุณไม่อ้วนและลดแก่ก่อนวัย
    6. ไข่ต้ม ช่วยลดไขมัน ในไข่ขาวอุดมไปด้วยโปรตีนช่วยให้ไม่โทรมเมื่อลดน้ำหนัก ช่วยให้อิ่มท้องได้นานอีกด้วย

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • อาหารชะลอวัย
    คงไม่มีใครปฏิเสธว่า การที่เราดูอ่อนวัยกว่าอายุจริงนั้น เป็นเรื่องเล็กๆ ที่น่าภูมิใจอยู่มิใช่น้อย อย่างไรก็ตาม ภาวะชราหรือภาวะแก่ เป็นเรื่องธรรมดาของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ซึ่งไม่มีใครห้ามได้ แต่ทำอย่างไร เราจึงจะช่วยหยุดภาวะแก่ให้ช้าลง หรือชะลอการเสื่อมของเซลล์ต่างๆ ของร่างกายเราให้ช้าลง

    แนวทางการกินอาหารและการปฏิบัติตัวเพื่อความอ่อนวัยดังนี้
    1. กินผักให้มีความหลากหลาย อาจเลือกกินได้ตามความชอบของเรา อย่างไรก็ตาม อยากให้เลือกกินอาหารที่ปรุงจากผักพื้นบ้านของไทย เช่น ย่านาง ชะมวง เพกา สะเดา และอีกหลายชนิด ทั้งนี้ จากงานวิจัยพบว่า ผักของไทยมีคุณสมบัติในการต้านสารอนุมูลอิสระตัวร้าย ที่จะทำลายสุขภาพและผิวพรรณของเรา ได้ดีกว่าผักหลายๆ ชนิดของต่างประเทศ ทั้งนี้ ขอให้กินผักให้มีสีสันที่ต่างๆ กัน เช่น เขียว แดง เหลือง เพราะผักที่ต่างชนิดกันจะช่วยชะลอความเสื่อมของร่างกายที่แตกต่างกันไป
    2. กินผลไม้ที่มีวิตามินและสารพฤกษเคมีที่มีส่วนในการปกป้องเซลล์จากการชราและช่วยลดการอักเสบ ในส่วนนี้ผลไม้จากต่างประเทศตระกูลเบอร์รี่จะมีฤทธิ์แง่นี้สูงมากกว่าผลไม้ไทย เนื่องจากผลไม้ไทยมีปริมาณน้ำตาลค่อนสูง ผลไม้ไทยหลายชนิดที่สามารถกินเพื่อชะลอวัย ได้แก่ มะม่วงน้ำดอกไม้สุก มะม่วงเขียวเสวย กล้วยไข่ มังคุด มะปราง/มะยงชิด แก้วมังกรเนื้อขาว แก้วมังกรเนื้อแดง มะขามเทศ ลิ้นจี่ สาลี่ มะละกอ สับปะรด และฝรั่ง
    3. กินเนื้อสัตว์ชนิดที่มีไขมันต่ำ หรือเนื้อชนิดไม่ติดมัน หันมากินอาหารทะเล ปลาทะเล ปลาช่อน ปลาดุก ให้มากขึ้น อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ครั้ง

    4. หลีกเลี่ยงอาหารที่ทำให้เราแก่เร็วขึ้น เช่น อาหารหมักดอง เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ อาหารทอดและอาหารซึ่งมีไขมันสูง เพราะการกินอาหารพวกนี้มากๆ ก็เท่ากับว่าเป็นการเพิ่มสารอนุมูลอิสระให้กับร่างกาย
    5. ระวังไม่ให้น้ำหนักตัวเกิน เนื่องจากผู้ที่อยู่ในภาวะอ้วนนั้น ร่างกายจะเข้าสู่ภาวะชราได้ง่ายกว่าคนที่มีน้ำหนักตัวอยู่ในเกณณ์ปกติ
    6. เครื่องดื่มประเภทที่มีกาเฟอีน เช่น ชา กาแฟนั้นควรบริโภคในปริมาณที่เหมาะสมไม่มากจนเกินไปทั้งนี้เนื่องจาก เครื่องดื่มประเภทนี้สามารถขัดขวางการดูดซึมวิตามินบีและแคลเซียมในร่างกายได้
    7. ออกกำลังกาย ควรออกกำลังกายอย่างน้อยสัปดาห์ละ 3-5 ครั้ง อย่างน้อย 30-50 นาที และพักผ่อนให้เพียงพอ ทั้งนี้ผู้ที่เป็นโรคภูมิแพ้หรือมักมีอาการผื่นแพ้ ซึ่งเป็นภาวะซึ่งมีการอักเสบอยู่เป็นประจำ แนะนำให้ออกกำลังกายประเภทโยคะ ซึ่งจะสามารถช่วยลดภาวะการอักเสบของร่างกายได้ดีกว่า การออกกำลังกายชนิดหนักๆ

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว