คลังความรู้สื่อสังคมออนไลน์

  • ถั่ว 1 เมล็ด มีอะไรบ้าง
    ข้อดีของการกินถั่ว คือ โปรตีนที่ได้จากถั่วจะไม่มีไขมันติดมามากเท่าเนื้อสัตว์ นอกจากนื้ในถั่วยังมีสารสีหรือสารพฤกษเคมีที่สามารถป้องกันการเกิดโรคได้หลายชนิด ในเมล็ดถั่ว 1 เมล็ดอุดมไปด้วยคุณค่าทางโภชนาการและคุณค่าต่อร่างกายเรา เช่น
    1. เปลือกหุ้มเมล็ด มีหลากสี (เช่น เขียว ดำ แดง นํ้าตาลส้ม) ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับชนิดพันธุ์ ซึ่งแต่ละพันธุ์จะให้สารสีที่แตกต่างกันไป เช่นในถั่วดำจะมีสารสีม่วง แอนโทไซยานิน ชนิดเดียวกับที่อยู่ในผลไม้ตระกูลเบอร์รี่ ซึ่งมีคุณสมบัติบำรุงสายตาและป้องกันโรคได้มากมาย เช่น มะเร็ง ความดันเลือด หัวใจและหลอดเลือด
    2. เส้นใยอาหาร ในถั่วมีเส้นใยอาหารทั้งแบบละลายนํ้าได้และละลายนํ้าไม่ได้ ชนิดไม่ละลายในนํ้า จะช่วยเพิ่มกากใยและช่วยอุ้มนํ้า ทำให้อุจจาระนิ่มและขับถ่ายเป็นปกติ ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งลำไส้ใหญ่และริดสีดวงทวาร ส่วนชนิดละลายในนํ้า ช่วยลดคอเลสเตอรอลในเลือด ช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือดในสมองแตก
    3.คาร์โบไฮเดรต เมื่อคนเรากินถั่วร่างกายจะย่อยแป้งที่มีอยูในถั่วและดูดซึมนํ้าตาลที่ได้ไปใช้อย่างช้าๆ ทำให้มีกลูโคสลำเลียงเข้าไปในเลือดอย่างสมํ่าเสมอ การกินถั่วเมล็ดแห้งจึงเป็นผลดีต่อผู้ที่เป็นเบาหวาน เพราะทำให้ควบคุมระดับนํ้าตาลในเลือดได้ดียิ่งขึ้น
    4. ไขมัน ในถั่วมีไขมันค่อนข้างตํ่า ยกเว้นถั่วเหลืองที่มีไขมันสูงถึงร้อยละ 30-35 แต่ไขมันดังกล่าวจะมีปริมาณของไขมันคุณภาพดี ได้แก่ กรดไลโนเลอิกและกรดโอเลอิก ซึ่งล้วนแต่มีความสำคัญต่อร่างกาย เช่น ช่วยสร้างความสมบูรณให้แก่ผิวหนัง ช่วยลดคอเลสเตอรอลในหลอดเลือด และจำเป็นต่อการเจริญเติบโตของทารกและเด็ก
    5. โปรตีน ในเมล็ดถั่วเป็นแหล่งโปรตีนที่สำคัญ ในเมล็ดถั่วมีกรดอะมิโนจำเป็นอยู่ครบทั้ง 10 ชนิดไม่แตกต่างจากเนื้อสัตว์ เพียงแต่ปริมาณของกรดอะมิโนบางชนิดมีปริมาณน้อยกว่าที่ร่างกายต้องการ ดังนั้นการกินถั่วอย่างเดียว อาจทำให้ร่างกายได้รับกรดอะมิโนไม่เพียงพอ จึงควรกินธัญพืชอย่างอื่น (เช่น งา ลูกเดือย หรือเมล็ดอัลมอนด์) เสริมเข้าไปด้วย เพื่อให้ร่างกายได้รับสารอาหารครบถ้วนตามต้องการ

    (เครดิตภาพ : หัวใจจากท้องทะเล, สามจอ)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ดื่มน้ำเปล่า...เพื่อสุขภาพ
    ร่างกายของคนเรานั้น มีน้ำเป็นส่วนประกอบถึง 2 ใน 3 ส่วน และอวัยวะสำคัญต่างๆ ก็ล้วนแต่มีน้ำเป็นส่วนประกอบอยู่เป็นจำนวนมาก เช่น ปอดมีน้ำอยู่เกือบ 90% สมองมีน้ำอยู่ถึง 75% หรือผิวหนังที่มีน้ำเป็นองค์ประกอบอยู่ประมาณ 35% คนเราสามารถอดอาหารได้นานเป็นเดือนๆ โดยไม่เสียชีวิต แต่ถ้าขาดน้ำ เพียงแค่ 3-7 วัน อันตรายแน่นอน

    โดยทั่วไปผู้คนมักจะดื่มน้ำกันตามความเคยชินหรือเมื่อรู้สึกกระหาย แต่ถ้าเราหัดดื่มให้เป็นเวลา เพื่อให้สอดคล้องกับระบบการทำงานของร่างกายก็น่าจะเป็นประโยชน์มากกว่า ซึ่งมีคำแนะนำว่า ควรดื่มน้ำตามเวลาดังนี้ คือ
    1. หลังตื่นนอน ให้ดื่มน้ำอุ่นทันที 1-2 แก้ว (บางคนอาจดื่มได้มากกว่านี้) การดื่มน้ำทันทีที่ตื่น จะช่วยปลุกเซลล์ต่างๆ ให้สดชื่นขึ้น
    นอกจากนี้ยังช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานดีขึ้นอีกด้วย
    2. ก่อนเวลาอาหาร มื้อละ 1 แก้ว
    3. หลังมื้ออาหาร มื้อละ 1 แก้ว
    4. 2-3 ชั่วโมงหลังมื้ออาหาร 1 แก้ว
    5. ก่อนเข้านอน ประมาณ 1 ชั่วโมง ดื่มน้ำอุ่น 1 แก้ว เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำที่จะเกิดขึ้นระหว่างการนอน
    6. สำหรับผู้ที่ออกกำลังกาย ร่างกายจะเสียน้ำไปทางผิวหนังหรือทางเหงื่อเป็นจำนวนมาก ยิ่งในช่วงอากาศร้อน การสูญเสียน้ำก็จะยิ่งมากขึ้น ถ้าหากดื่มน้ำไม่เพียงพอ ก็อาจจะทำให้เกิดอาการที่เรียกว่า “ลมแดด” ได้ วิธีการป้องกันคือ ดื่มน้ำให้เพียงพอ ทั้งก่อนออกกำลังกาย (1/2-1 แก้ว) ขณะออกกำลังกาย (จิบน้ำบ่อยๆ ทุก 10-20 นาที) และหลังการออกกำลังกาย (1-2 แก้ว)
    7. ผู้สูงอายุควรดื่มน้ำให้เพียงพอในช่วงกลางวัน หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำมากในช่วงอาหารเย็นจนถึงเวลานอน เพราะอาจจะลุกเข้าห้องน้ำบ่อยในระหว่างการนอน ทำให้หลับไม่เต็มอิ่ม และเกิดอาการอ่อนเพลียได้

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • อันตราย ไขมันทรานส์ และน้ำดื่ม จะรู้ได้อย่างไร
    มูลนิธิหมอชาวบ้าน ขอเชิญเข้าร่วมอบรม ในหัวข้อเรื่อง “อันตราย ไขมันทรานส์ และน้ำดื่ม จะรู้ได้อย่างไร” โดย ศาสตราจารย์ ดร.วิสิฐ จะวะสิต ผู้เชี่ยวชาญด้านไขมันและเครื่องดื่ม สถาบันโภชนาการ มหาวิทยาลัยมหิดล วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน 2561 เวลา 13.30 – 16.30 น. ณ อาคารศูนย์เรียนรู้สุขภาวะ ชั้น 2 ห้อง 201 สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ซอยงามดูพลี ถนนพระราม 4 กทม.

    สมัครเข้าอบรมไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ รับจำนวนจำกัดเพียง 200 ท่าน โดยส่ง ชื่อ นามสกุล อายุ และเบอร์โทรส่งมาที่ E-mail : [email protected] หรือส่ง SMS มาที่เบอร์ 094-095-1635 ไลน์ : Folkdoctor, Facebook : มูลนิธิหมอชาวบ้าน, www.doctor.or.th จัดโดยโครงการจัดอบรมสุขภาวะเพื่อประชาชน มูลนิธิหมอชาวบ้าน

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • อาการ “แพ้” ทางผิวหนัง ผื่นคันและลมพิษ
    ถ้าถามว่าโรค “แพ้” เป็นอย่างไร ทำไมถึงแพ้ มีกลไกเช่นไร ก็ต้องบอกว่าโรค “แพ้” มีหลายอย่าง แต่ส่วนใหญ่โรคแพ้ทางผิวหนังมักจะเห็นเป็น ผื่นคัน มีตุ่มน้ำ จุดแดงเล็กๆ ปรากฏขึ้นตามตัว บางครั้งจะเห็นลักษณะเป็นหนังแห้งกว่าปกติ เป็นผุย เป็นสะเก็ด คัน มีรอยเกา

    รายละเอียด :>> http://bit.ly/1lnaQu5

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • !!! “ประกาศ” !!!
    มูลนิธิหมอชาวบ้าน ขอเชิญชวนท่านเข้าร่วม “Health Promoter Camp” (ค่ายนักสร้างเสริมสุขภาวะ)
    ในวันที่ 23-24 มิถุนายน 2561 ณ โรงแรมแมนดาริน แมนเนจ บาย เซ็นเตอร์ พ้อยท์ (Mandarin Hotel Managed by Centre Point)

    “ค่ายที่จะทำให้ท่านได้รับความรู้และทักษะในเรื่องของสุขภาพ ที่จะสามารถไปใช้ในการดูแลตนเอง ครอบครัว และคนใกล้ชิดได้ และยังได้เพิ่มพูนทักษะการทำสื่อ Social Media แบบง่ายๆ อีกด้วย”

    รับผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัด เพียง 50 ท่าน
    สนใจเข้าร่วม กรุณากรอกรายละเอียดได้ที่
    >> https://goo.gl/forms/N77oqAfhi7GqMSE12
    สมัครได้ถึง “วันที่ 12 มิถุนายน 2561” นี้ เท่านั้น !!!

    ประกาศผล ผู้ได้รับการคัดเลือก วันที่ 16 มิถุนายน 2561

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • วิถีบ้านเรา : ปลาซิว
    ปลาพื้นบ้านไทย พบหลายชนิด เช่น ปลาซิวหนวดยาว ปลาซิวอ้าว ปลาซิวแก้ว ปลาซิวหางกรรไกร ฯลฯ แต่ที่นิยมนำมาปรุงอาหารมี 2 ชนิด คือ ปลาซิวหนวดยาว และปลาซิวอ้าว ซึ่งปลาซิวหนวดยาว พบมากที่สุดในทุกชนิดของปลาซิว อาศัยอยู่ตามห้วยหนองคลองบึง คลองธรรมชาติ ไร่นา รวมทั้งบ่อขุด สระน้ำ ปัจจุบันมีการเลี้ยงเป็นอาชีพในบ่อ เมนูปลาซิวมีหลากหลาย เช่น ปลาซิวทอด หมกปลาซิว แกงปลาซิว ก้อยปลาซิว หรือจะนำมาแปรูปเป็นปลาจ่อมก็ได้

    (เครดิตภาพ : ตุ้ยพงษ์พิษณุ, อัญชณา, openudon)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • ขนมตาล
    ขนมไทยโบราณที่นับวันยิ่งหาซื้อยากเย็นแสนเข็ญ แถมที่ขายอยู่ก็หารสชาติตาลแท้ๆ แบบดั้งเดิมไม่ค่อยได้ ขนมตาลทำจากเนื้อตาลผลสุกงอม แป้งข้าวเจ้า กะทิ และน้ำตาล รสชาติขนมตาลอยู่ที่ความหอมของลูกตาล ตบท้ายด้วยความหวานมันของมะพร้าวขูดที่โรยอยู่หน้าขนม

    (เครดิตภาพ : Endogawa Konan, blackbillaz)

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • !!! “ประกาศ” !!!
    มูลนิธิหมอชาวบ้าน ขอเชิญชวนท่านเข้าร่วม “Health Promoter Camp” (ค่ายนักสร้างเสริมสุขภาวะ)
    ในวันที่ 23-24 มิถุนายน 2561 ณ โรงแรมแมนดาริน แมนเนจ บาย เซ็นเตอร์ พ้อยท์ (Mandarin Hotel Managed by Centre Point)

    “ค่ายที่จะทำให้ท่านได้รับความรู้และทักษะในเรื่องของสุขภาพ ที่จะสามารถไปใช้ในการดูแลตนเอง ครอบครัว และคนใกล้ชิดได้ และยังได้เพิ่มพูนทักษะการทำสื่อ Social Media แบบง่ายๆ อีกด้วย”

    รับผู้เข้าร่วมจำนวนจำกัด เพียง 50 ท่าน
    สนใจเข้าร่วม กรุณากรอกรายละเอียดได้ที่
    >> https://goo.gl/forms/N77oqAfhi7GqMSE12
    สมัครได้ถึง “วันที่ 12 มิถุนายน 2561” นี้ เท่านั้น !!!

    ประกาศผล ผู้ได้รับการคัดเลือก วันที่ 16 มิถุนายน 2561

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • แกงจืดเห็ดหอมสดเต้าหู้ไข่
    อาหารไทยเราสามารถนำเต้าหู้มาปรุงอาหารได้หลายอย่าง เช่น แกงจืด ผัด เต้าหู้ทอด เต้าหู้ทรงเครื่อง ฯลฯ ทั้งนี้เต้าหู้อ่อนเป็นเต้าหู้ที่มีเนื้ออ่อนนุ่ม มีสีขาวนวล กลิ่นหอม มีทั้งแบบก้อนบางและก้อนหนาให้เลือก ที่จะกล่าวถึงในที่นี้คือ เต้าหู้หลอด เป็นเต้าหู้อ่อน อีกชนิดหนึ่งที่มีกรรมวิธีการผลิตที่ทันสมัย บรรจุลงในหลอดพลาสติกเพื่อความสะอาด เก็บได้นานสะดวกเวลาใช้ มีทั้งชนิดธรรมดาและชนิดไข่ นิยมนำมาใส่แกงจืด สุกียากี้ เต้าหู้อบ เต้าหู้ตุ๋น และเต้าหู้ทรงเครื่อง

    ส่วนผสม : หมูเนื้อแดงบด 60 กรัม กระเทียม 1.5 กรัม พริกไทยขาวป่น 0.2 กรัม รากผักชี 0.3 กรัม ซอสปรุงรส 10 กรัม แครอตหั่นเป็นชิ้นลวก 20 กรัม เต้าหู้ไข่ไก่หลอด 50 กรัม เห็ดหอมสด 30 กรัม ต้นหอมหั่นเป็นท่อน 10 กรัม น้ำซุปซี่โคร่งไก่ 180 กรัม น้ำตาลทรายแดง 2 กรัม ซอสหอยนางรม 8 กรัม

    วิธีทำ : นำกระเทียม พริกไทย รากผักชี โขลกละเอียดผสมกับหมูสับให้เข้ากัน ปั้นเป็นก้อนใส่ลงในน้ำซุปที่เดือด พอหมูสุก ใส่เต้าหู้ เห็ดหอม แครอตลวก ปรุงรสน้ำซุปด้วยซอสหอยนางรม น้ำตาลทราย ซอสปรุงรส โรยหน้าด้วยต้นหอม

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว
  • มะระขี้นก : ขมเป็นยา
    ชื่ออื่นๆ : ผักไห่ มะไห่ มะนอย มะห่วย ผักไซ ฯลฯ มะระขี้นกมีรสขมมากกว่ามะระจีน จึงนิยมกินในหมู่ผู้ใหญ่และผู้สูงอายุ ผลอ่อนนำไปต้มหรือเผากินได้ทั้งลูก ผลแก่ต้องนำมาผ่ากลาง คว้านเมล็ดออกเสียก่อน การลดความขมของมะระขี้นกนั้นทำได้โดยต้มน้ำให้เดือดจัด ใส่เกลือสักหยิบมือ ลวกมะระในน้ำเดือดสักครู่ มะระจะยังคงมีผลสีเขียวสด หรือจะต้มกินกับน้ำพริกก็ได้ บางครั้งราดด้วยกะทิสดเพื่อเพิ่มรสชาติ ทั้งนี้มะระขี้นกมีฤทธิ์เย็น จึงไม่ควรกินติดต่อกันนานเกินไป ควรกินผักอื่นบ้างให้ร่างกายเกิดสมดุล

    สรรพคุณทางยา
    - น้ำต้มรากมะระขี้นกใช้ดื่มเป็นยาลดไข้ บำรุงธาตุ เป็นยาฝาดสมาน แก้ริดสีดวงทวาร แก้บาดแผลอักเสบ
    - ใบช่วยเจริญอาหาร ช่วยระบาย
    - น้ำคั้นใบดื่มเป็นยาทำให้อาเจียน บรรเทาอาการท่อน้ำดีอักเสบ
    - ดอกชงกินกับน้ำแก้อาการหืดหอบ
    - ผลกินเป็นยาขม ช่วยเจริญอาหาร บำรุงร่างกาย ขับพยาธิ แก้ตับและม้ามอักเสบ หรือจะคั้นน้ำมะระดื่มสัปดาห์ละไม่เกิน 1 แก้ว เพื่อลดระดับน้ำตาลในเลือด และเป็นยาระบาย
    - ส่วนเมล็ดใช้เป็นยาขับพยาธิตัวกลม

    (เครดิตภาพ : narongrits, lovelyjone/jog, สวนข้าวโอ๊ตแพรวา)

    ** สมุนไพรใกล้ตัว มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **

    7 ปี 31 สัปดาห์ ที่แล้ว